โปรโมชั่นและสิทธิพิเศษHOT !
อุปกรณ์สำนักงาน
ไอที
อุปกรณ์ทำความสะอาด
เฟอร์นิเจอร์
ครัวและเครื่องใช้
เวชภัณฑ์
อุปกรณ์โรงงาน
เครื่องมือช่าง
สมาร์ท & ไลฟ์สไตล์
ของขวัญ & งานพิมพ์
ซอฟต์แวร์ & บริการ
หนังสือ & สื่อบันเทิง
สาขาออฟฟิศเมท

คอมพิวเตอร์

คอมพิวเตอร์

จัดเรียงตาม
แสดง
45
105
150
/ หน้า
grid viewlist view
ไม่พบผลิตภัณฑ์

คอมพิวเตอร์

ปัจจุบันถือว่าเป็นยุคแห่งเทคโนโลยี หรือยุคแห่งดิจิตอล สิ่งประดิษฐ์หนึ่งที่ขาดไม่ได้และถือว่าสำคัญมากของยุคนี้คือ “คอมพิวเตอร์” เครื่องนี้ทำหน้าที่เสมือนสมองกล ที่ใช้แก้ปัญหาต่างๆ ทั้งง่ายหรือจะซับซ้อน โดยการนำวิธีทางคณิตศาสตร์เข้ามาช่วย นอกจากนี้ยังสามารถ Memory เก็บข้อมูล และอีกมากมายที่เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้มนุษย์อย่างเราสะดวกสบายมากขึ้นจนทุกวันนี้

คอมพิวเตอร์คืออะไร?

คอมพิวเตอร์มาจากภาษาละตินว่า Computare ซึ่งหมายถึง การนับ หรือ การคำนวณ  พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ให้ความหมายของคอมพิวเตอร์ไว้ว่า "เครื่องอิเล็กทรอนิกส์แบบอัตโนมัติ ทำหน้าที่เหมือนสมองกล ใช้สำหรับแก้ปัญหาต่างๆ ที่ง่ายและซับซ้อนโดยวิธีทางคณิตศาสตร์"  คอมพิวเตอร์ถือว่าเป็นเครื่องจักรอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ทำงานแทนมนุษย์ ในการคิดคำนวณและสามารถจำข้อมูลทั้งตัวเลขและตัวอักษรได้ เพื่อการใช้งานในครั้งต่อไป  และยังสามารถจัดการกับสัญลักษณ์ได้ด้วยความเร็วสูง โดยปฏิบัติตามขั้นตอนของโปรแกรม คอมพิวเตอร์ยังมีความสามารถในด้านต่างๆ ได้อีกมากมาย เช่น สามารถประมวลผลจากข้อมูลต่างๆ การรับส่งข้อมูล การเปรียบเทียบทางตรรกศาสตร์ รวมถึงการจัดเก็บข้อมูลในตัวเครื่อง

 

จุดกำเนิดของคอมพิวเตอร์

อาจกล่าวได้ว่ามาจากแนวความคิดของระบบตัวเลข ซึ่งได้พัฒนาเป็นวิธีการคำนวณต่าง ๆ รวมทั้งอุปกรณ์ที่ช่วยในการคำนวณอย่างง่าย ๆคือ" กระดานคำนวณ" และ "ลูกคิด" ในศตวรรษที่ 17 เครื่องคำนวณแบบใช้เฟื่องเครื่องแรกได้กำเนิดขึ้นจากนักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศษคือ Blaise Pascal โดยเครื่องของเขาสามารถคำนวณการบวกการลบได้อย่างเที่ยงตรง และในศตวรรษเดียวกันนักคณิตศาสตร์ชาวเยอร์มัน คือ Gottried Wilhelm von Leibniz ได้สร้างเครื่องคิดเลขเครื่องแรกที่สามารถคูณและหารได้ด้วย    

ในต้นศตวรรษที่ 19 ชาวฝรั่งเศษชื่อ Joseph Marie Jacquard ได้พัฒนาเครื่องทอผ้าที่สามารถตั้งโปรแกรมได้ โดยเครื่องทอผ้านี้ใช้บัตรขนาดใหญ่ซึ่งได้เจาะรูไว้เพื่อควบคุมรูปแบบของลายที่จะปัก บัตรเจาะรู(punched card) ที่ Jacquard ใช้นี้ได้ถูกพัฒนาต่อๆมาโดยผู้อื่น เพื่อใช้เป็นอุปกรณ์ป้อนข้อมูลและโปรแกรมเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ในยุคแรก

ยุคของคอมพิวเตอร์ 

เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเรื่อยๆ จนสามารถแบ่งออกได้โดยแบ่งส่วนประกอบของฮาร์ดแวร์ (Hardward ) เป็น 5 ยุคด้วยกั

ยุคที่ 1 (The First Generation) ปี ค.ศ. 1951 – 1958 คอมพิวเตอร์ในยุคแรกนี้ ใช้หลอดสูญญากาศในวงจรอิเล็กทรอนิกส์ของเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมเพื่อควบคุมการทำงาน คือ ภาษาเครื่องซึ่งเป็นภาษาที่ใช้รหัสเลขฐานสอง ทำให้เข้าใจยาก

ยุคที่ 2 (The Second Generation) ปี ค.ศ. 1959 – 1964 เครื่องคอมพิวเตอร์มีขนาดเล็กลง กินไฟน้อยลง ราคาถูกลง เพราะมีการประดิษฐ์ทรานซิสเตอร์ขึ้นมาใช้แทนหลอดสูญญากาศ ทำให้ทำงานได้เร็วขึ้น และได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องมากกว่าใช้หลอดสูญญากาศ ทรานซิสเตอร์มีขนาดเล็กกว่าหลอดสูญญากาศ 200 เท่า และได้มีการสร้างวงแหวนแม่เหล็ก (Magnetic core) มาใช้แทนดรัมแม่เหล็ก (Magnetic drum) เป็นหน่วยความจำภายในซึ่งใช้ในการเก็บข้อมูลและชุดคำสั่ง ภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้เขียนโปรแกรมในยุคที่ 2 นี้ คือ ภาษาแอสแซมบลี้ (Assembly) ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้สัญลักษณ์แทนคำสั่งต่าง ๆ ทำให้เขียนโปรแกรมได้ง่ายกว่าภาษาเครื่องเครื่องคอมพิวเตอร์ในยุคนี้

ยุคที่ 3 (The Third Generation) ปี ค.ศ. 1965 – 1970 เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ถูกพัฒนามาใช้ในยุคนี้เป็นวงจรรวม หรือ เรียกว่าไอซี (IC : Integrated Circuit) ซึ่งเป็นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกบรรจุลงในแผ่นซิลิคอน (silicon) มีลักษณะบาง ซึ่งเรียกว่า ซิป (Chip) ซึ่งในซิปแต่ละตัวจะประกอบด้วยวงจรอิเล็กทรอนิกส์หลายพันตัว จึงทำให้คอมพิวเตอร์มีขนาดเล็กลงกว่าเดิม แต่ความเร็วในการทำงานจะสูงขึ้น กินไฟน้อยลง ความร้อนลดลง และประสิทธิภาพในการทำงานเพิ่มขึ้น

ยุคที่ 4 (The fourth Generation) ปี ค.ศ. 1971 ยุคนี้ได้มีการพัฒนาเอาวงจรรวมหลายวงจรมารวมเป็นวงจรขนาดใหญ่ เรียกว่า LSI (Large Scalue Integrated) ลงในซิปแต่ละอัน บริษัทอินเทล (Intel) ได้สร้างไมโครโปรเซสเซอร์ (Microprocessor) ซึ่งเป็นซิป 1 อัน ที่ประกอบด้วยวงจรทั้งหมดที่ต้องใช้ในการประมวลผลโปรแกรม ไมโครโปรเซสเซอร์ซิปที่ใช้ในเครื่องพีซี (PC : Personal Computer) มีขนาดกระทัดรัดประกอบด้วยส่วนประกอบของ ซีพียู (CPU) 2 ส่วน คือ หน่วยควบคุม (Control Unit) และ หน่วยคำนวณและตรรก (Arithmetic / Logic Unit) นอกจากนี้วงจร LSI ยังได้ถูกนำไปใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่เป็นการลดค่าใช้จ่ายพร้อมกับเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน

ยุคที่ 5 (The Fifth Generation) ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1980 - 1989 ในยุคที่ 4 และยุคที่ 5 ก็จัดเป็นยุคของคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน แต่ในยุคที่ 5 นี้ มีการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อช่วยการจัดการและนำมาใช้สนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหารจึงเกิดสาขา MIS (Management Information System) มากขึ้น

ประโยชน์ของคอมพิวเตอร์

ทางตรง - ช่วยผ่อนแรงมนุษย์อย่างเรา ให้ทำงานได้เที่ยงตรง รวดเร็ว ไม่เหนื่อย ทั้งด้านการคำนวณ พิมพ์งาน บันทึกข้อมูล ประมวลผล

ทางอ้อม - ช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น ทั้งในเรื่องการให้ความรู้ ทันเหตุการณ์ ทันโลก รวมไปถึงช่วยเรื่องความบันเทิง งานศิลปะ ลดความเครียด อย่างการดูภาพยนตร์ เล่นเกม ฟังเพลง เป็นต้น

ฮาร์ดแวร์/ซอฟต์แวร์ ของคอมพิวเตอร์ คืออะไร?

ฮาร์ดแวร์ (Hardware) หมายถึง อุปกรณ์ต่างๆ ที่เป็นส่วนประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยอุปกรณ์แต่ละหน่วยมีหน้าที่การทำงานแตกต่างกัน เช่น จอภาพ คีย์บอร์ด เครื่องพิมพ์ เมาส์ ซึ่งสามารถแบ่งออกตามลักษณะการทำงานได้ 4 หน่วย คือ

  1. หน่วยรับข้อมูล (Input Unit)

  2. หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit : CPU)

  3. หน่วยแสดงผล (Output Unit)

  4. หน่วยเก็บข้อมูลสำรอง (Secondary Storage)

ซอฟต์แวร์ (Software) หมายถึง โปรแกรมหรือชุดคำสั่งที่ถูกเขียนขึ้นเพื่อสั่งให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงาน ดังนั้นซอฟต์แวร์จึงเป็นเหมือนตัวเชื่อมระหว่างผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์และเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งซอฟต์แวร์สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์สามารถแบ่งออกได้เป็น

  1. ซอฟต์แวร์สำหรับระบบ (System Software)

  2. ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Software)

3 ขั้นตอนหลักในการทํางานของคอมพิวเตอร์

ขั้นตอนที่ 1 รับข้อมูล เป็นส่วนรับคำสั่งจากผู้ใช้งานเข้าไปในตัวเครื่อง โดยผ่านอุปกรณ์ต่างๆ เช่น คีย์บอร์ด เมาท์ เป็นต้น

ขั้นตอนที่ 2 ประมวลผล เป็นส่วนที่จะนำคำสั่งของผู้ใช้งานไปประมวลผล โดยหน่วยประมวลผลมีชื่อเรียกว่า CPU

ขั้นตอนที่ 3 แสดงผล เป็นส่วนที่แสดงผลที่ได้จากการประมวลผล โดยผ่านอุปกรณ์เช่น จอภาพ ลำโพง เครื่องปริ้นเตอร์ เป็นต้น

ภาษาคอมพิวเตอร์ คืออะไร มีอะไรบ้าง?

ภาษาคอมพิวเตอร์แบ่งตามลักษณะของภาษาและการใช้งานได้ 4 ประเภท ดังนี้

ภาษาเครื่อง (Machine Language) เป็นภาษาพื้นฐานของคอมพิวเตอร์ มีลักษณะเป็นตัวเลขในระบบเลขฐานสอง คือ 0 และ 1 ภาษาเครื่องในรูปแบบเดียวที่คอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจและนำไปใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้ตัวแปลชุดคำสั่ง แต่มนุษย์จะเข้าใจได้เมื่อแทนด้วยรหัสแทนข้อมูล

ภาษาแอสเซมบลี (Assembly Longuage) จัดเป็นภาษาระดับต่ำ (Low-level Language) ภาษาแอสเซมบลีพัฐนามาจากภาเครื่อง โดยใช้รหัสภาษาอังกฤษแทนคำสั่งในคอมพิวเตอร์ ทำไห้การเขียนโปรแกรมหรือชุดคำสั่งด้วยภาษาแอสเซมบลีทำได้ง่ายและสะดวกกว่าการเขียนโปรแกรมหรือชุดคำสั่งด้วยภาษาเครื่อง แต่วิธีการเขียนคำสั่งยังมีส่วนคล้ายคลึงกับภาษาเครื่อง รหัสที่ใช้ในภาษาแอสเซมบลี เรียกว่า รหัสนีมอนิก (Mnemonic Code) ซึ่งจะใช้แทนเลขฐานสองที่เป็นภาษาเครื่อง

ภาษาระดับสูง (High-level Language) หรือภาษาในยุคที่สาม (Third-generation Language) เป็นภาษาคอมพิวเตอร์ที่พัฒนาขึ้นเพื่อให้มนุษย์สามารถเข้าใจภาษาที่ใช้ในคอมพิวเตอร์มากยิ่งขึ้น จึงมีลักษณะคล้ายคลึงกับภาษามนุษย์ใช้ในปัจจุบัน การใช้ภาษาระดับสูงจะต้องอาศัยตัวแปลภาษา โดยตัวแปลภาษาที่ใช้งานในปัจจุบัน คือ คอมไพลเลอร์และอินเทอร์พลีเตอร์ ซึ่งมีลักษณะและหลักการทำงานแตกต่างกัน

  • คอมไพลเลอร์ (Compiler) จะแปลโปรแกรมต้นฉบับ ทั้งโปรแกรมในครั้งเดียวให้เป็นโปรแกรมเรียกใช้งาน

  • อินเทอร์พลีเตอร์ (Interpreter) จะแปลโปรแกรมต้นฉบับทีละคำสั่งพร้อมกับทำงานตามคำสั่งนั้นตลอดทั้งโปรแกรม โดยไม่มีการสร้างโปรแกรมเรียกใช้งาน

ภาษาระดับสูงมากและภาษาธรรมชาติ (Natural Language) จัดเป็นภาษารุ่นที่ 4 และ 5 ของการพัฒนาการภาษาคอมพิวเตอร์ สามารถใช้งานได้ง่ายและตอบสนองต่อผู้ใช้งานทั่วไปมากยิ่งขึ้น

พรบ. คอมพิวเตอร์ รู้ไว้อุ่นใจกว่า

พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หรือ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ฉบับล่าสุดได้มีการประกาศใช้เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2560 ซึ่งเป็น พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฉบับที่ 2 มีดังนี้

  1. เข้าถึงระบบ หรือข้อมูลของผู้อื่นโดยไม่ชอบ

  2. แก้ไข ดัดแปลง หรือทำให้ข้อมูลผู้อื่นเสียหาย

  3. ส่งข้อมูลหรืออีเมลก่อกวนผู้อื่น หรือส่งอีเมลสแปม

  4. เข้าถึงระบบ หรือข้อมูลทางด้านความมั่นคงโดยมิชอบ

  5. จำหน่ายหรือเผยแพร่ชุดคำสั่งเพื่อนำไปใช้กระทำความผิด

  6. นำข้อมูลที่ผิด พ.ร.บ.เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์

  7. ให้ความร่วมมือ ยินยอม รู้เห็นเป็นใจกับผู้ร่วมกระทำความผิด

  8. ตัดต่อ เติม หรือดัดแปลงภาพ

  9. เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับเยาวชน ต้องกระทำโดยปกปิดไม่ให้ทราบตัวตน

  10. เผยแพร่เนื้อหาลามก อนาจาร

  11. กด Like & Share ถือเป็นวิธีหนึ่งในการเผยแพร่ข้อมูล

  12. แสดงความคิดเห็นที่ผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 

  13. ละเมิดลิขสิทธิ์ นำผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตนเอง

เครื่องสำรองไฟ หรือ UPS จำเป็นแค่ไหนกับคอมพิวเตอร์

UPS มาจากคำว่า Uninterruptible Power Supply หรือ เครื่องสำรองไฟฟ้าและปรับแรงดันไฟฟ้าอัตโนมัติ คือ อุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดหนึ่งที่สามารถทำการจ่ายพลังงานไฟฟ้าให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ได้อย่างต่อเนื่อง แม้ในเวลาที่เกิดไฟดับ หรือเกิดปัญหาแรงดันไฟฟ้าผันผวนผิดปกติ โดย UPS จะทำการปรับระดับแรงดันไฟฟ้าให้คงที่อยู่ในระดับที่ปลอดภัยต่ออุปกรณ์ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ มีหน้าที่ป้องกันความเสียหายที่สามารถเกิดขึ้น โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง ที่มีสาเหตุจากความผิดปกติของพลังงานไฟฟ้า เช่น ไฟตก ไฟดับ ไฟกระชาก หรือไฟเกิน เป็นต้น รวมถึงมีหน้าที่สำคัญสำหรับการจ่ายพลังงานไฟฟ้าสำรองจากแบตเตอรี่ให้แก่อุปกรณ์ไฟฟ้า หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ เมื่อเกิดปัญหาทางไฟฟ้า

นอกจากนี้ยังมีเทคนิคในการเลือกแท่นวางจอคอมพิวเตอร์ สำหรับผู้ที่ใช้งานคอมพิวเตอร์อย่างเป็นประจำมาฝากกัน แล้วแท่นวางจอคอมพิวเตอร์แบบไหนเหมาะกับคุณ อ่านบทความเพิ่มเติม วิธีการเลือกซื้อแท่นวางจอคอมพิวเตอร์สำหรับ พนักงานประจำ, Gamer และ Graphic design สไตล์โมเดิร์น