อุปกรณ์ฉายภาพอย่าง โปรเจคเตอร์ (Projector) จากที่เคยเป็นเพียงอุปกรณ์สำหรับการประชุมและนำเสนอในที่ทำงาน หรือใช้เป็นสื่อการเรียนการสอน ปัจจุบันถูกนำมาใช้เป็นอุปกรณ์เพื่อเพิ่มอรรถรสและสร้างความบันเทิงในบ้าน แถมยังมีการพัฒนาด้านเทคโนโลยีให้ทันสมัยและใช้งานได้ง่ายขึ้นอีกด้วย ถ้าคุณฝันอยากมีโรงหนังส่วนตัวหรืออยากมี Home Theater เอาไว้ที่บ้าน ออฟฟิศเมทได้รวบรวมหลักการเลือกซื้อโปรเจคเตอร์สำหรับใช้งานที่บ้านมาไว้ให้คุณแล้ว ไปดูกันเลยค่ะ

คู่มือเลือกซื้อโปรเจคเตอร์สำหรับใช้งานที่บ้าน

เลือกโปรเจคเตอร์โดยพิจารณาจากการใช้งาน

แน่นอนว่าก่อนซื้อสินค้าใดๆ ควรเลือกจากความต้องการของผู้ใช้และความเหมาะสมเป็นหลัก สำหรับโปรเจคเตอร์ที่เหมาะกับการทำเป็น Home Theater แบบแรก คือ สมาร์ทโปรเจคเตอร์ (Smart Projector) เป็นโปรเจคเตอร์ที่ใช้กันทั่วไปในออฟฟิศหรือสถานศึกษา หนักประมาณ 2-3 กิโลกรัม สามารถใช้งานได้ทั้งแบบวางไว้บนโต๊ะหรือแขวนไว้กับเพดาน ซึ่งปัจจุบันมีฟังก์ชันใหม่ๆ ที่พัฒนาให้ใช้งานได้หลากหลายขึ้น ถือเป็นหนึ่งในโปรเจคเตอร์ที่เหมาะกับการใช้งานที่บ้าน ส่วนใครที่ออกเดินทางบ่อยๆ หรืออยากประหยัดพื้นที่ในห้อง แนะนำให้เลือกเป็น Protable Projector โปรเจคเตอร์พกพาขนาดเล็ก น้ำหนักเบา ใช้งานง่าย สามารถวางได้ทุกที่ในบ้านโดยไม่เปลืองพื้นที่ (อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โปรเจคเตอร์ (พกพา) ที่คอหนังควรมีไว้ติดมือ ) และสุดท้าย คือ Short Throw Projector เป็นโปรเจคเตอร์ที่มีระยะการฉายภาพสั้นกว่าปกติ เหมาะกับคนที่มีห้องพื้นที่จำกัดนั่นเองค่ะ

อยากได้ภาพชัดแบบ Full HD ต้องเลือกโปรเจคเตอร์ที่มีความละเอียดสูง

ความละเอียด (Resolution) ของโปรเจคเตอร์มีหลายระดับ ซึ่งแต่ละระดับก็เหมาะกับการใช้งานแตกต่างกันออกไป

  • SVGA (800 x 600) เป็นความละเอียดในระดับปานกลาง เหมาะกับการฉายพรีเซนเทชันหรือการนำเสนองานแบบทั่วไป 
  • XGA (1024 x 768) ความละเอียดในระดับนี้มักใช้สำหรับงานพรีเซนต์ที่ต้องการความคมชัด เช่น การฉายภาพกราฟฟิก และถือว่าเป็นความละเอียดที่เพียงพอสำหรับการใช้เป็นโปรเจคเตอร์สำหรับฉายภาพยนตร์ด้วยเช่นกัน
  • Full HD (1920 x 1080) ความละเอียดที่เหมาะสำหรับคอหนัง คอซีรีย์ โปรเจคเตอร์ที่ให้ความละเอียดแบบ Full HD จะช่วยให้ภาพในหนังคมชัด ให้คุณเก็บทุกรายละเอียดของฉากและตัวละครได้แบบไม่มีตกหล่น
  • แต่ถ้า Full HD ยังไม่สะใจ ปัจจุบันโปรเจคเตอร์ก็มีความละเอียดที่สามารถฉายภาพในระดับ UHD (Ultra High Definition : 3840 x 2160) หรือที่รู้จักกันในนาม 4K ที่ให้ความละเอียดได้มากกว่า Full HD ถึง 4 เท่า เหมาะสำหรับการฉายภาพยนตร์ ซีรีย์ หรือใช้เป็นจอสำหรับเล่นเกม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ไฟล์ต้นฉบับที่นำมาฉายก็ต้องมีความละเอียดในระดับ 4K ด้วยเช่นกันนะคะ

เลือกระยะฉายของโปรเจคเตอร์ให้พอดีกับขนาดห้อง

ขนาดภาพที่ได้จากโปรเจคเตอร์จะสัมพันธ์กับขนาดของห้อง คือ ถ้าห้องกว้าง สามารถตั้งโปรเจคเตอร์ได้ห่างจากจอรับภาพหรือผนังพอสมควร จะทำให้ภาพที่ฉายได้มีขนาดใหญ่ ดังนั้นก่อนซื้อโปรเจคเตอร์สำหรับทำ Home Theater คุณต้องวัดและกะระยะของห้องหรือล็อกตำแหน่งวางโปรเจคเตอร์เอาไว้ให้ดี ถ้าห้องของคุณมีขนาดเล็กหรือไม่สามารถตั้งโปรเจคเตอร์ห่างจากจอรับภาพหรือผนังได้ ให้เลือกโปรเจคเตอร์ที่มีระยะฉายสั้น (Short throw projector) จะช่วยให้คุณได้ภาพที่ใหญ่และกว้าง แม้ระยะฉายจะสั้นก็ตาม

โปรเจคเตอร์ความสว่างสูง ใช้งานได้ครอบคลุมกว่า

ความสว่างของโปรเจคเตอร์มีหน่วยเป็นลูเมนส์ (Lumens) ยิ่งความสว่างมาก จะยิ่งฉายภาพในห้องที่มีแสงสว่างจ้าหรือห้องใหญ่ๆ ที่มีคนเยอะได้ดีกว่า โดยทั่วไป โปรเจคเตอร์ในท้องตลาดจะมีค่าความสว่างอยู่ที่ 2,000 – 15,000 Lumens ถ้าคุณต้องการโปรเจคเตอร์สำหรับใช้ในห้องมืดหรือห้องที่มีแสงสว่างน้อย โปรเจคเตอร์ที่มีค่าความสว่างอยู่ที่ 2,000 – 2,400 Lumens ก็ถือว่าเพียงพอให้คุณเห็นรายละเอียดต่างๆ ได้คมชัด แต่ถ้าอยากได้โปรเจคเตอร์สำหรับฉายในห้องที่สว่างหรือใช้สำหรับเล่นเกม ชมภาพยนตร์กับคนในครอบครัว แนะนำให้เลือกเป็นโปรเจคเตอร์ที่มีค่าความสว่างมากกว่า 3,000 Lumens ขึ้นไปจะดีกว่าค่ะ

ใช้งานสะดวกกว่า ด้วยโปรเจคเตอร์ที่รองรับการเชื่อมต่อได้หลายแบบ

การเชื่อมต่อเป็นอีกหนึ่งอย่างที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะหากโปรเจคเตอร์ที่คุณซื้อมามีตัวเลือกในการเชื่อมต่อน้อยหรือมีพอร์ตรองรับการเชื่อมต่อเพียงไม่กี่แบบ อาจทำให้คุณต้องเสียเงินซื้ออุปกรณ์เพิ่มเติมอย่าง สาย HDMI หรืออะแดปเตอร์ (Adapter) ดังนั้นทางที่ดีควรเลือกโปรเจคเตอร์ที่รองรับการเชื่อมต่อได้หลายแบบ ทั้งการเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ ด้วยพอร์ต HDMI, การเชื่อมต่อกับ USB โดยตรง และการเชื่อมต่อโดยใช้ Wi-Fi จะช่วยให้คุณใช้งานได้สะดวกมากกว่าค่ะ

อยากได้ฟีลแบบโรงภาพยนตร์ต้องเลือกโปรเจคเตอร์ระบบสี DLP

ระบบสีของโปรเจคเตอร์มี 2 แบบ คือ LCD และ DLP สำหรับ LCD (Liquid Crystal Display) ภาพที่ได้จะมีระยะห่างระหว่าง Pixal พอสมควร ให้สีที่สด สว่าง เป็นธรรมชาติ มีความคมชัดและแม่นยำ (ภาพไม่ซ้อน) พอสมควร เหมาะกับการใช้นำเสนอภาพนิ่งหรือเป็นสื่อการเรียนการสอน แต่สำหรับคนที่มองหาโปรเจคเตอร์สำหรับ Home Theater เราแนะนำให้เลือกโปรเจคเตอร์แบบ DLP ซึ่งภาพจะมีระยะห่างระหว่าง Pixal น้อยกว่า ภาพที่ได้จะนุ่มนวล แต่ Contrast สูง ทำให้มีความคมชัดมากกว่า เหมาะกับการฉายภาพเคลื่อนไหว อย่างภาพยนตร์หรือเกม ทั้งยังเป็นโปรเจคเตอร์แบบเดียวกับที่ใช้กันในโรงภาพยนตร์อีกด้วย ดังนั้น ใครอยากสร้างบรรยากาศหรืออยากได้ภาพหนังสไตล์เดียวกันกับที่ฉายในโรงภาพยนตร์ โปรเจคเตอร์แบบ DLP ถือเป็นตัวเลือกที่ดีและไม่ควรมองข้ามเลยนะคะ

ศึกษาฟังก์ชันเพิ่มเติมก่อนเลือกซื้อโปรเจคเตอร์

นอกจากปัจจัยหลัก ที่เรากล่าวไปข้างต้น ก่อนเลือกซื้อโปรเจคเตอร์ก็ควรศึกษาสเป็กหรือฟังก์ชันอื่นๆ เช่น โปรเจคเตอร์ที่ทำงานได้เงียบไร้เสียงรบกวน โปรเจคเตอร์ที่มีโหมดสำหรับช่วยประหยัดพลังงาน หรือฟังก์ชันที่ช่วยให้การใช้งานสะดวกขึ้น อย่างการแก้ไขภาพสี่เหลี่ยมคางหมูแบบอัตโนมัติ เป็นต้น ทั้งนี้ ก็เพื่อเพิ่มอรรถรสในการรับชม และทำให้ Home Theater ของคุณสมบูรณ์แบบได้มากที่สุดนั่นเอง

แต่แน่นอนว่ายิ่งโปรเจคเตอร์สเป็กสูงๆ และมีฟังก์ชันแบบจัดเต็ม ก็จะยิ่งมีราคาสูงตามไปด้วย ก่อนเลือกซื้อจึงควรศึกษาทุกองค์ประกอบให้ดีและเลือกโปรเจคเตอร์ที่เหมาะสมและเพียงพอกับความต้องการมากที่สุดนะคะ แต่ถ้าคุณกำลังลังเลว่าโปรเจคเตอร์จะใช้อุปกรณ์ที่จำเป็นต้องมีจริงๆ รึเปล่า เราขอบอกเลยว่า ถ้าคุณเลือกโปรเจคเตอร์ได้เหมาะสม อุปกรณ์ชิ้นนี้จะเป็นได้ทั้งโรงหนังส่วนตัว เป็นโรงหนังระหว่างตั้งแคมป์ เป็นงานปาร์ตี้คาราโอเกะ เป็นตู้เกมชั้นยอด และเป็นอุปกรณ์สำหรับใช้ในเชิงธุรกิจได้อีกด้วย

ว่าแล้วก็เคลียร์ผนังห้องให้ว่าง แล้วมาเลือกซื้อโปรเจคเตอร์กันเลยดีกว่าค่ะ!!

0 CommentsClose Comments

Leave a comment

shares