8 อุปกรณ์เซฟตี้จำเป็นต้องมีในโรงงาน เพื่อลูกน้องทำงานอย่างปลอดภัย

อุบัติเหตุในโรงงานเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ มีตั้งแต่ สภาพร่างกายไม่แข็งแรง ความประมาท เหม่อลอย ขาดประสบการณ์ ไม่ชำนาญในเครื่องมือ อุปกรณ์/เครื่องมือ/เครื่องจักรชำรุด ระบบภายในโรงงานไม่ได้มาตรฐาน และที่สำคัญคือ การทำงานโดยปราศจากอุปกรณ์ป้องกันตัว อ่านต่อ

ป้องกันไฟฟ้าสถิตในที่ทำงาน ลดการสูญเสียจากเหตุเพลิงไหม้

ไฟฟ้าสถิต เป็นคำที่คุ้นเคย แต่รู้หรือไม่ว่าการเกิดไฟฟ้าสถิต สามารถทำให้การระเบิดหรือเกิดเพลิงไหม้จนเป็นที่มาของการสูญเสียทรัพย์สินและอาจทำให้ได้รับบาดเจ็บได้ ซึ่งทางกรมโรงงานอุตสาหกรรมได้บอกว่า ไฟฟ้าสถิต (Electrostatic) เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดเพลิงไหม้ ทำให้เกิดการสูญเสียในที่ทำงาน ดังนั้นผู้ประกอบการหรือผู้ปฏิบัติงานควรทำความเข้าใจถึงปัจจัยที่ก่อให้เกิดไฟฟ้าสถิตและหาทางป้องกันเพื่อความปอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน อ่านต่อ

กฎเกณฑ์และหลักการเพื่อความปลอดภัยในการทำงานบนที่สูง

อุบัติเหตุจากการพลัดตกจากที่สูง เป็นอีกหนึ่งอุบัติเหตุที่มีปรากฏให้เห็นอยู่เรื่อยๆ ความเสี่ยงเหล่านี้อยู่รอบๆ ตัวเราในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ที่ปฏิบัติงานบนที่สูง อย่างงานก่อสร้างบนนั่งร้าน งานบนเสาไฟฟ้า เป็นต้น ซึ่งการทำงานบนที่สูงอาจหมายถึง การทำงานบนพื้นต่างระดับจากพื้นราบ หรือการทำงานบนพื้นที่มีความต่างระดับของพื้นที่บริเวณใต้ดิน ประมาณ 2 เมตรขึ้นไป อ่านต่อ

3 ITEM เอาชีวิตรอดจากไฟไหม้ พร้อมรับมืออัคคีภัยในเหตุฉุกเฉิน

เหตุเพลิงไหม้ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นบริเวณไหน ทั้งสถานที่ทำงาน ที่พักอาศัย หรือในป่าอย่างที่เป็นข่าวอยู่บ่อยครั้ง ย่อมทำให้เกิดการสูญเสียทั้งทรัพย์สิน ของมีค่า และแม้แต่ชีวิตทั้งคนและสัตว์ โดยสาเหตุหลายๆ ครั้งก็เกิดจากความประมาณของมนุษย์เอง และเกิดจากภัยทางธรรมชาติที่ยากจะคาดเดา ไม่ว่าจะด้วยปัจจัยอะไรก็ตามผลลัพธ์ก็คือความสูญเสีย และหลายครั้งที่เห็นข่าวการเสียชีวิตของผู้คนจากเหตุเพลิงไหม้ เป็นภาพของความโศกเศร้าที่ไม่มีใครอยากสัมผัส หากเราไม่อยากให้เหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้นกับคนใกล้ตัวหรือแม้แต่ตัวเอง ควรเตรียมตัวรับมือล่วงหน้า เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ลดการสูญเสียจากเหตุไฟไหม้ได้เช่นกัน

สาเหตุของการเสียชีวิตจากเหตุไฟไหม้

หน้าตกใจเมื่อรู้ว่า 70% ของการเสียชีวิตจากเหตุไฟไหม้ไม่ได้มาจากการโดนเผ่าไหม้จากไฟ แต่กลับเป็นการเสียชีวิตเนื่องจากการขาดอากาศหายใจ ในขณะเกิดเหตุไฟไหม้ เขม่าควันไฟทั้งหลายจะเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจจนทำให้เกิดการสำลักและอุดตันทางเดินหายใจทำให้เสียชีวิตก่อนจะโดนไฟคอก

นอกจากนี้ไฟที่ไหม้บริเวณตึกอาคารสมัยใหม่ หรือที่พักอาศัยเองก็ตาม จะมีสารพิษที่เกิดจากการเผาใหม่วัสดุในตัวอาคารอื่นๆ เช่น ท่อพีวีซี เบาะ พลาสติกที่อยู่ในตัวอาคาร ทำให้เกิดสารอันตรายอย่างสารไฮโดรเจนไซยาไนด์ ที่จะไปหยุดชะงักกระบวกการแลกเปลี่ยนออกซิเจนของเกล็ดเลือด  หรือสารไฮโดรเจนคลอไรด์ ที่ทำให้เกิดการระคายเคืองระบบทางเดินหายใจ เมื่อสูดดมเข้าไปทำให้อันตรายถึงขั้นเสียชีวิต

ทั้งนี้ทั้งนั้นต่อให้ผู้ประสบเหตุไฟไหม้ไม่ได้สูดดมสารพิษเหล่านั้นเข้าไป หากไม่สามารถหนีออกมาได้ทัน สามารถเสียชีวิตเนื่องจากไอร้อนของเพลิง ที่ทำให้ระบบทางเดินหายใจบวม รวมถึงเกิดแผลไฟไหม้ที่สามารถทำให้เกิดการติดเชื้อ ร่างกายขาดน้ำและเสียชีวิตลงได้ นอกจากนี้ก็มีสาเหตุมาจากอุบัติเหตุระหว่างการหลบหนี จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่าสาเหตุการเสียชีวิตจากเพลิงไหม้ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการเผาไหม้ของเพลิงโดยตรง แต่เกิดจากปัญหาเรื่องระบบทางเดินหายใจที่ขัดขวางการหลบหนีออกจากบริเวณไฟไหม้มากกว่า ดังนั้นเราควรมีการเตรียมอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับหนีไฟไว้ในตัวอาคาร

ข้อมูลจาก: med.mahidol.ac.th

อุปกรณ์เอาตัวรอดเมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้ อ่านต่อ

“ที่อุดหู” หรือ “ที่ครอบหู” เลือกอย่างไร เพื่อความปลอดภัยทางเสียง

เสียง เป็นอีกหนึ่งประสาทสัมผัสที่ผ่านทางหู ช่วยในการสนทนากับผู้อื่น หรือช่วยให้เราสนุกไปกับเสียงเพลง เห็นได้ว่าเสียง มีประโยชน์กับการใช้ชีวิตประจำวันของมนุษย์ แต่ทั้งนี้ต้องเป็นเสียงที่อยู่ในระดับความดังที่เหมาะสม เพราะหากเราได้ยินเสียงดังเกินปกติเป็นเวลานานๆ จะก่อให้เกิดปัญหาได้ เริ่มตั้งแต่ก่อให้เกิดความรำคาญ  หงุดหงิดใจ ไปจนถึงสามารถก่อให้เกิดอันตรายต่อหู โดยเฉพาะเซลล์ขนหรือประสาทรับเสียงเสื่อมสภาพเร็วขึ้น เป็นที่มาของอาการ “หูตึง” และหากยังได้รับอันตรายจากเสียงเกินมาตรฐานต่อไปเรื่อยๆ อาจทำให้ถึงขั้น “หูหนวก”

เสียงดังแค่ไหน ก่อให้เกิดอันตรายต่อหู

สำหรับผู้ที่ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม งานที่ใช้เครื่องจักร หรือปฏิบัติงานบริเวณลานบิน ย่อมมีความเสี่ยงได้รับอันตรายจากเสียงมากกว่าอาชีพอื่นๆ จนได้มีการวิจัยและศึกษาเพื่อกำหนดมาตรฐานสากลมาแล้วว่า สำหรับผู้ที่ปฏิบัติงานประมาณ 8 ชั่วโมงต่อวัน กำหนดให้เสียงในพื้นที่ทำงานไม่ควรเกิน 85 เดซิเบล (เอ) และ 95 เดซิเบล (เอ) สำหรับผู้ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เสียงดังไม่เกิน 4 ชั่วโมงต่อวัน หากเกิดกว่ามาตรฐานดังกล่าว จะก่อให้เกิดอันตรายต่อหูได้ แต่เพื่อลดความเสี่ยงจากอันตรายจากเสียงดัง จึงควรใช้อุปกรณ์ลดความดังเสียง อย่าง ที่อุดหู หรือ ที่ครอบหู

อุปกรณ์ลดเสียง

เนื่องจากการทำงานในพื้นที่ที่เกิดเสียงดังเกินมาตรฐาน ไม่สามารถเลี่ยงได้สำหรับหลายๆ อาชีพ ทำให้ต้องใช้อุปกรณ์ป้องกัน หรืออุปกรณ์ลดเสียง เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดอันตรายกับหู โดยอุปกรณ์หลักๆ ที่ใช้ที 2 ประเภทคือ ที่อุดหู และที่ ครอบหู

ที่อุดหู (Ear Plugs)

ที่อุดหู หรือ Ear Plugs เป็นอุปกรณ์ลดเสียง ที่ใช้การสอดเข้าไปในรูหู เป็นชนิดที่นิยมใช้งานมากที่สุด เนื่องจากราคาต่อคู่ไม่แพง สะดวกต่อการพกพา และเนื่องจากมีขนาดเล็ก จึงทำให้ที่อุดหูสามารถใช้งานได้แม้ทำงานในพื้นที่แคบ สวมใส่สบาย ไม่ทำให้เกิดการอับชื้นบริเวณหูแม้ทำงานในพื้นที่ชื้น หรือร้อน

ที่อุดหู มีข้อจำกัดในเรื่องที่อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองได้ เนื่องจากต้องสอดเข้าไปในรูหู ใช้เวลานานในการใส่ หรือถอดออก และด้วยขนาดเล็ก อาจทำให้สูญหายได้ง่าย และสิ้นเปลือง สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ ประเภทที่ต้องบีบก่อนใส่ และประเภทที่ใส่ได้เลย ที่อุดหูส่วนใหญ่สามารถลดเสียงได้ประมาณ 23-33 เดซิเบล

ที่อุดหูประเภทที่ต้องบีบก่อนใส่ อ่านต่อ

วิธีเก็บสารเคมี ให้ตรงตามคุณสมบัติของสารแต่ละชนิด

ตามโรงงานอุตสาหกรรม แล็ป หรือกิจการต่างๆ ที่จำเป็นต้องมีการใช้งานสารเคมีไม่ว่าจะชนิดเดียว หรือหลายชนิดก็ตาม ต้องคำนึงถึงเรื่องการเก็บสารเคมีให้ถูกต้อง ถูกวิธี ส่วนใหญ่แล้วจะนิยมจัดเก็บสารเคมีโดยเรียงตามพยัญชนะของชื่อสาร หรือจับกลุ่มสารเคมีที่สามารถใช้วัตถุดับไฟประเภทเดียวกันได้ เพื่อให้ง่ายต่อการจัดการเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

หลักการทั่วไปในการเก็บสารเคมี

  1. สถานที่ที่ใช้เก็บสารเคมี ควรเป็นที่ที่ปิดมิดชิดพร้อมป้ายบ่งบอกชัดเจนว่า “สถานที่เก็บสารเคมี” ผนังกำแพงต้องเป็นแบบทนไฟ ภายในพื้นที่เก็บควรเป็นพื้นที่เย็นและแห้ง อากาศถ่ายเทได้ดี แต่แดดส่องไม่ถึง
  2. ชั้นวางสารเคมีต้องมีความแข็งแรง มั่นคง ไม่สั่นสะเทือน
  3. ภาชนะที่บรรจุสารเคมีควรมีความทนต่อแรงดัน การกัดกร่อน และแรงกระแทกจากภายนอก ควรมีภาชนะสำรองไว้เสมอ และต้องมีป้ายปิดที่ทนทานระบุชื่อสารเคมี อันตรายและข้อควรระวังไว้ชัดเจนที่ข้างภาชนะ
  4. สำหรับตำแหน่งที่ใช้ในการจัดเก็บสารเคมี ไม่ควรวางขวดบนพื้นโดยตรง หรือวางในที่แคบ ใกล้ประตูและหน้าต่าง ส่วนการเก็บสารเคมีที่มีขนาดใหญ่และหนัก ไม่ควรเก็บไว้ในที่สูง
  5. ต้องมีระบบการจัดเก็บสารที่มีระเบียบ บริเวณที่เก็บต้องสะอาดอยู่เสมอ และเรียงสารตามการหมดอายุก่อน-หลัง สารเคมีตัวใดหมดอายุให้รีบทำลายทิ้งทันที
  6. ต้องมีอุปกรณ์ดังเพลิง อุปกรณ์ป้องกันภัย และชุดปฐมพยาบาลพร้อมในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน

เก็บสารเคมีตามคุณสมบัติของสารแต่ละประเภท

สารเคมีไวไฟ

สารเคมีที่จัดเป็นสารไวไฟ คือสารเคมีที่สามารถละอองหรือฝุ่นของสารเคมีนั้น สารมารถติดไฟได้ในอุณหภูมิและความดันปกติ เช่น ผลละเอียดของโลหะ ฟอสฟอรัส ของเหลวที่มีจุดวาบไฟต่ำกว่า 30 องศาเซลเซียส เป็นต้น

วิธีการเก็บรักษาสารเคมีกลุ่มนี้ คือ

  • ควรเก็บในพื้นที่อากาศถ่ายเท และอยู่ห่างจากแหล่งจุดติดไฟ เช่น ความร้อน เปลวไฟ
  • เก็บไว้ในภาชนะที่ปลอดภัย มีฝาปิดแน่นเพื่อไม่ให้อากาศเข้าไปได้ และควรเก็บไว้ในตู้เก็บสารไวไฟโดยเฉพาะ
  • ควรเก็บสารเคมีชนิดนี้ให้ห่างจากสาร Oxidizers สารที่ลุกติดไฟได้ สารที่ระเบิดได้ และสารที่ทำปฏิกิริยากับความร้อนและทำให้เกิดความร้อน
  • ภายในและโดยรอยพื้นที่จัดเก็บ ต้องมีป้ายห้ามสูบบุหรี่หรือก่อประกายไฟติดไว้ รวมถึงต้องมีการต่อสายไฟฟ้าลงดิน เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดไฟฟ้าสถิต

สารเคมีที่เข้ากันไม่ได้

สารเคมีที่เข้ากันไม่ได้ คือสารเคมีที่เมื่ออยู่เดี่ยวๆ อาจจะไม่ก่อให้เกิดอันตราย แต่เมื่ออยู่ด้วยกันหรือใกล้กันจะก่อให้เกิดความร้อน เกิดการระเบิด หรือเกิดเป็นสารพิษขึ้นได้

วิธีการจัดเก็บสารเคมีกลุ่มนี้ คือ

  • ควรแยกพื้นที่จัดเก็บออกจากกันอย่างชัดเจน
  • ควรเตรียมเครื่องดับเพลิง Class D เอาไว้ในกรณีเกิดเพลิงไหม้จาก Oxidizers
  • เก็บให้ห่างเชื้อเพลิงและวัตถุติดไฟ
  • เก็บห่างจาก reducing agents เช่น zinc, alkaline metal หรือ formic acid

สารเคมีที่เป็นพิษ อ่านต่อ

7 อุปกรณ์เซฟตี้ ที่ต้องใช้ เพื่อความปลอดภัยในการทำงาน

ความปลอดภัยนั้นถือได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกของการทำงานในโรงงาน โรงประกอบ หรือแม้แต่การทำงานนอกสถานที่ และงานที่ใช้อุปกรณ์เครื่องมือช่าง หรือเครื่องจักร ซึ่งอาจมีความเสี่ยงในเรื่องอุบัติเหตุที่มากับการทำงานได้ การสร้างมาตรฐานในเรื่องความปลอดภัยให้กับพนักงานที่สำคัญที่สุดก็คือ การมีอุปกรณ์เซฟตี้ หรือ อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล (PPE) ในการทำงาน

ทำไมถึงต้องใช้อุปกรณ์เซฟตี้ ?

ก่อนที่จะทราบว่าอุปกรณ์เซฟตี้พื้นฐานมีอะไรบ้างและกี่ชนิดเราลองมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า ทำไมถึงจะต้องมีอุปกรณ์เซฟตี้ไว้ใช้ในโรงงานหรือใช้เองที่บ้านขณะใช้เครื่องมือช่าง โดยเหตุผลที่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์เซฟตี้ก็คือ

  1. เพื่อช่วยป้องกันอันตรายจากการใช้งานเครื่องจักรและเครื่องมือช่างบางประเภทที่อาจเกิดกระแสไฟฟ้ารั่ว หรืออาจเกิดอันตรายขึ้นจากความไม่ชำนาญของผู้ใช้ และเป็นการป้องกันสารเคมีและฝุ่นอันตราย การสวมใส่อุปกรณ์เซฟตี้ขณะทำงานด้วยเครื่องจักรหรือเครื่องมือช่าง จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดอันตรายได้มากยิ่งขึ้น และช่วยลดความรุนแรงของอันตรายที่อาจเกิดขึ้นให้เบาลงอีกด้วย
  2. เนื่องจากอวัยวะต่างๆ ในร่างกายมีความเปราะบาง ไม่ว่าจะเป็น มือ เท้า หู ตา หลัง หรือแม้แต่ทางเดินหายใจ อุปกรณ์เซฟตี้จะช่วยป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับอวัยวะต่างๆ จากการทำงาน หรือการใช้เครื่องมือ เครื่องจักร

อุปกรณ์เซฟตี้ที่จำเป็นต้องใช้ในการทำงาน อ่านต่อ

ซื้อค้อนทั้งที เลือกให้ดี ใช้งานได้นาน

“ค้อน” ถือเป็นอีกหนึ่งชนิดเครื่องมือช่างพื้นฐานที่หลายบ้านควรมีติดเอาไว้ เนื่องจากในหลากหลายงานซ่อมแซม เรามักจำเป็นต้องใช้ค้อนในการตอกตะปู ดึงตะปู โดยเฉพาะงานไม้ทั้งหลาย รวมถึงหลายๆ คนที่ชื่นชอบการประกอบและประดิษฐ์เฟอร์นิเจอร์ด้วยตัวเอง คงต้องมีค้อนติดบ้านไว้

ใครที่จะซื้อค้อนแต่ยังไม่รู้ว่าจะเลือกยังไง วันนี้เราจะมาดูกันว่า เราจะเลือกค้อนแบบไหนดี ให้ใช้ได้นาน ครอบคลุมงานต่างๆ ภายในบ้านที่เรามักจะต้องใช้ค้อน

วิธีการเลือกค้อน

ก่อนจะไปพูดถึงส่วนต่างๆ ของค้อน ว่าต้องเลือกยังไง วัสดุแบบไหนดี เราควรคำนึงถึงข้อควรระวังในการเลือกซื้อค้อนมาใช้งาน สิ่งแรกคือ ไม่แนะนำให้ซื้อค้อนที่ไม่ได้มาตรฐานหรือราคาต่ำเกินไป เนื่องจากวัสดุที่นำมาทำค้อน ก็จะเป็นเกรดต่ำตามไปด้วย ใช้ไปไม่นานก็ชำรุดโดยเฉพาะบริเวณหน้าค้อนที่ใช้ตอก วัสดุที่ไม่ได้คุณภาพ อาจทำให้เกิดการแตกร้าวบริเวณหัวค้อน และเกิดอันตรายกับผู้ใช้งาน เรามาดูกันต่อว่าเมื่อต้องเลือกค้อน มีส่วนประกอบอะไรบ้างที่เราต้องดู

ด้ามจับค้อน

ด้ามจับเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญเมื่อเลือกซื้อค้อน โดยทั่วไปแล้วด้ามค้อนทำมาจากวัสดุ 3 ประเภท คือ ด้ามเหล็ก ซึ่งเป็นการขึ้นรูปค้อนด้วยเหล็กชิ้นเดียวกับหัวค้อน ต่อมาคือด้ามไม้ และด้ามไฟเบอร์กลาส การเลือกด้ามค้อน นอกเหนือจากเรื่องน้ำหนักโดยรวมของค้อนแล้ว แรงสั่นสะเทือนเมื่อตอกหรือทุบลงบนชิ้นงาน จะส่งผ่านด้ามจับและมายังมือของผู้ใช้งานอีกด้วย สำหรับใครที่ใช้งานค้อนบ่อยๆ ต้องคำนึงถึงเรื่องนี้อีกด้วย

ด้ามจับค้อนที่ทำจากเหล็ก มีความแข็งแรง น้ำหนักเมื่อเทียบกับหัวค้อนค่อนข้างดี ทำให้แรงเหวี่ยงเมื่อใช้งานค้อนเหมาะมือ แต่จะมีข้อเสียเรื่องแรงสั่นสะเทือน เพราะด้ามเหล็กจะดูดซับแรงสั่นสะเทือนได้น้อย

ด้ามจับค้อนที่ทำจากไม้ ทำให้รูปทรงของค้อนดูดี รวมถึงด้ามไม้สามารถดูดซับแรงสั่นสะเทือนได้ดีตามธรรมชาติ แต่ข้อเสียหลักๆ คือ หากเราลืมค้อนด้ามไม้ไว้นอกบ้าน โดนฝนโดนความชื้นเข้า จะทำให้ไม้มีกลิ่นเหม็น เมื่อแห้งก็จะเกิดการหดตัว ทำให้หัวค้อนหลวม ซึ่งไม่เป็นผลดีเมื่อนำมาใช้งานต่อ

ด้ามจับค้อนที่ทำจากไฟเบอร์กลาส เป็นด้ามจับที่สามารถดูดซับแรงสั่นสะเทือนได้ไม่มากเท่าด้ามจับไม้ น้ำหนักค่อนข้างเบา ทำให้การกระจายน้ำหนักไม่สม่ำเสมอเท่าวัสดุแบบอื่นๆ

หัวค้อน

หัวค้อนถือเป็นหัวใจหลักของการเลือกค้อน เวลาเลือกค้อน ให้ดูที่น้ำหนักหัวค้อนเป็นหลัก น้ำหนักหัวค้อนส่วนใหญ่ที่ใช้กันทั่วไปจะอยู่ที่ 16 ออนซ์ – 20 ออนซ์ เช่น การใช้ค้อนตอกตะปูเพื่อแขวนรูปภาพ แนะนำเป็นค้อนขนาด 16 ออนซ์ก็เพียงพอแล้ว และจำเป็นจะต้องทำจากเหล็กอย่างดี หากเราเลือกค้อนที่ราคาต่ำคุณภาพต่ำ หัวค้อนจะเกิดการบิ่น และแตก ซึ่งปัญหาเหล่านี้เกิดจากตะปูหรือชิ้นงานที่ตอกมีความแข็งแรงกว่าหัวค้อน

นอกจากนี้หัวค้อนที่นิยมนำมาใช้ในงานทั่วไปมีอยู่ 2 ประเภท คือ ค้อนหงอนโค้ง กับค้อนหงอนตรง ซึ่งทั้งสองแบบใช้งานคล้ายกัน แตกต่างกันคือ ค้อนหงอนโค้งเหมาะกับการใช้ถอนตะปู ส่วนค้อนหงอนตรงเหมาะกับการใช้แงะ เซาะวัสดุต่างๆ

ค้อนแบบไหน ที่ควรมีติดไว้ในบ้าน

ค้อนหงอนช่างไม้

ค้อนหงอนช่างไม้ ถือเป็นค้อนพื้นฐานที่ใช้สำหรับงานทั่วไปในบ้านได้ดี ทั้งประกอบเฟอร์นิเจอร์ทั่วไป ทำงาน DIY อย่างชั้นวางของ เก้าอี้ กล่องเก็บอุปกรณ์ เนื่องจากเป็นค้อนที่ใช้ตอกตะปู และบริเวณหงอนสามารถใช้ดึงตะปูได้ ค้อนสำหรับใช้งานที่บ้านจะอยู่ที่น้ำหนักประมาณ 16 ออนซ์ก็ถือว่าครอบคลุมงานได้เยอะ หากเลือกค้อนที่น้ำหนักมากเกินไป ทำให้ไม่ถนัดนักกับการใช้งานภายในบ้าน ค้อนหงอนช่างไม้ ยังทำให้งานออกมาประณีตและไม่บุบหรือแตกอีกด้วย

สุดท้ายแล้ว การเลือกซื้อค้อน นอกจากเรื่องคุณภาพแล้ว ควรเลือกค้อนที่เหมาะมือเรามากที่สุด เพราะค้อนไม่จำเป็นต้องมีปัจจัยมากมายในการเลือก แค่แข็งแรงและใช้งานได้นานก็เพียงพอ

นอกจาก

ค้อนหงอนช่างไม้ อ่านต่อ

เลือกซื้อรองเท้าเซฟตี้ยังไง ให้ปลอดภัยกับผู้ใช้ และได้มาตรฐาน

รองเท้าเซฟตี้นั้นเป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์ในการทำงานที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทที่มีในส่วนของโรงงาน คลังสินค้า หรือกิจการที่มีความเสี่ยงในการใช้เครื่องจักรอุตสาหกรรมในการทำงานเป็นหลัก ถึงแม้ว่าการเลือกซื้อรองเท้าเซฟตี้จะไม่ใช่เรื่องยากเพราะมีตัวแทนจำหน่าย รวมถึงข้อมูลสินค้าของรองเท้าเซฟตี้อยู่แล้ว แต่การเลือกซื้อให้ได้มาตรฐานของรองเท้าเซฟตี้นั้น ผู้สั่งซื้อจำเป็นที่จะต้องมีความรู้และเข้าใจเรื่องมาตรฐาน และคุณภาพของรองเท้าเซฟตี้ ที่สำคัญคือต้องเลือกรองเท้านิรภัยมาใช้งานให้ถูกกับประเภทของการทำงานด้วย เพื่อให้ง่ายต่อการเลือกซื้อรองเท้าเซฟตี้ที่ได้มาตรฐาน และใช้งานได้ตรงตามประเภทของงาน เราจึงมีข้อมูลเกี่ยวกับรองเท้าเซฟตี้และวิธีในการเลือกให้เหมาะสมกับการใช้งานมาแนะนำกัน

การเลือกรองเท้าเซฟตี้สำคัญยังไง?

อย่างที่ทราบกันว่ารองเท้าเซฟตี้หรือรองเท้านิรภัย ถูกนำไปใช้เมื่อต้องทำงานในพื้นที่เสี่ยงอันตราย อย่างงานในเขตก่อสร้าง งานในโรงงานที่มีการใช้เครื่องจักร หรืองานคลังสินค้า ที่มีการใช้รถโฟล์คลิฟท์ หรือการทำงานในพื้นที่ที่มีวัตถุระเบิด หรือกระแสไฟฟ้าแรงสูง ซึ่งสามารถเกิดอุบัติเหตุกับเท้าของเราได้ หากไม่ระมัดระวังในการทำงาน และอุบัติเหตุก็เป็นเรื่องไม่แน่นอน ดังนั้นควรสวมใส่รองเท้าเซฟตี้ที่ถูกประเภทเพื่อเป็นการป้องกันเท้าไว้ก่อนดีที่สุด ด้วยองค์ประกอบและวัสดุที่ใช้ผลิตรองเท้าเซฟตี้ สามารถลดอุบัติเหตุได้จากการถูกทิ่มแทง หรือเจาะ หรือถูกกดทับด้วยของหนักและเครื่องจักร รวมถึงรองเท้าเซฟตี้ยังป้องกันกระแสไฟฟ้าได้อีกด้วย

วัสดุที่นำมาทำรองเท้าเซฟตี้

รองเท้าเซฟตี้นั้นตามมาตรฐานของ มอก. และ EN20345 มีการกำหนดเอาไว้ว่าสามารถผลิตได้ด้วยวัสดุสองประเภทเท่านั้น คือ หนังแท้และหนังเทียม แต่หนังแท้และหนังเทียมก็ยังมีรายละเอียดและชนิดที่แตกต่างกันออกไป รวมถึงกรรมวิธีในการนำมาผลิต สามารถแยกออกเป็นประเภทได้ดังนี้

ประเภทของหนังแท้ที่ใช้ทำรองเท้าเซฟตี้

หนังผิวแท้ หนังประเภทนี้คือหนังสัตว์แท้ๆ ที่ไม่ได้ผ่านกรรมวิธีในการขัดหรือเจียร ทำให้รองเท้าสามารถระบายอากาศได้ดี ดูเป็นธรรมชาติและมีผิวสัมผัสที่ดูมีราคา

หนังชั้นรอง เป็นหนังที่ผ่านขั้นตอนของการเจียรหรือขัดเพียงเล็กน้อย โดยรูปแบบของการเจียรนั้นจะทำให้เป็นผิวเรียบไม่มีลวดลาย ให้ผิวสัมผัสแบบเป็นธรรมชาติเช่นเดียวกัน แต่จะบางกว่าหนังชนิดหนังแท้

หนังชั้นรองที่มีตำหนิ เป็นประเภทของหนังที่ถูกการเจียรและเติมแต่งลวดลายลงไป เพื่อปกปิดรอยตำหนิของหนัง โดยราคาของหนังชนิดนี้จะถูกหรือแพงก็ขึ้นอยู่กับความมากน้อยของรอยตำหนินั้นๆ ด้วย

หนังชั้นใน ลักษณะของหนังชนิดนี้จะเป็นขนๆ ไม่มีความเรียบเนียนเหมือนหนังชนิดอื่นๆ ซึ่งการนำไปทำรองเท้านั้นจะต้องผ่านการขัดและตกแต่งให้ผิวเรียบเสียก่อน ซึ่งกรรมวิธีนี้ทำให้หนังชนิดนี้มีความทนทานน้อยลง

ประเภทของหนังเทียมที่ใช้ทำรองเท้าเซฟตี้ อ่านต่อ

เคล็ด(ไม่)ลับเรื่องความปลอดภัย ใช้งานเครื่องมือช่างอย่างไรไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ

หลายครั้งที่เปิดทีวีและพบข่าวการเกิดอุบัติเหตุจากการใช้เครื่องมือ ตอนท้ายข่าวก็สรุปได้ว่า สาเหตุของอุบัติเหตุหลายๆ ครั้งเกิดจากความประมาทของผู้ใช้งานเอง หรือความบกพร่องในการตรวจสอบเครื่องมือก่อนการใช้งาน ทำให้ร่างกายอยู่ในความไม่ปลอดภัย และไม่นานมานี้มีโฆษณาตัวหนึ่งได้หยิบยกเอาประเด็นเกี่ยวกับอุบัติเหตุในการใช้อุปกรณ์เครื่องมือช่าง มาเป็นประเด็นในเรื่องได้อย่างสนุกสนาน และเรียกรอยยิ้มได้ แต่มองอีกมุมก็เหมือนเป็นการสะท้อนความประมาทของผู้ใช้งานเครื่องมือช่าง สุดท้ายก็ต้องหาเงินไปรักษาพยาบาล ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาปลายเหตุ

จากเอกสารของทางสภาวิศวกร ระบุว่า 88% ของอุบัติเหตุในการทำงาน เป็นสาเหตุที่มาจากคน ทั้งความประมาท พลั้งเผลอ หรือการทำงานที่ไม่ถูกต้อง อีก 10% เกิดจากความผิดพลาดของเครื่องจักร และเพียง 2% เท่านั้นที่มาจากธรรมชาติ เห็นได้ว่าเปอร์เซ็นต์ก้อนใหญ่มาจากความประมาทและไม่ตระหนักถึงความปลอดภัยของคน แสดงว่าเราสามารถแก้ไข และทำให้เปอร์เซ็นนั้นลดลงได้ ดังนั้นทุกครั้งที่เราใช้งานอุปกรณ์เครื่องมือช่างทุกชิ้น ไม่ว่าจะใช้ในการทำงาน หรือใช้เองที่บ้าน จำเป็นจะต้องตระหนักถึงความปลอดภัยเป็นอันดับแรกเสมอ

Tips ความปลอดภัยทั่วไปในการใช้งานเครื่องมือช่าง

  • เลือกอุปกรณ์ที่มีคุณภาพ เราสามารถสร้างความปลอดภัยในการใช้งานเครื่องมือช่างได้ตั้งแต่ขั้นตอนการซื้อ ควรเลือกเครื่องมือที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เครื่องมือที่ใช้ในการตัด และค้อน ต้องทำจากเหล็กที่หลอมด้วยความร้อนอย่างดี
  • ตรวจสอบเครื่องมือช่างก่อนใช้งานเสมอ ว่าเครื่องมือชิ้นนั้นๆ คงสภาพพร้อมใช้งาน หรือมีการชำรุดหรือไม่
  • บำรุงรักษาเครื่องมือช่างเป็นประจำ เช่น การลับเครื่องมือให้คมอยู่เสมอ โดยทำตามขั้นตอนและวิธีการในเอกสาร หรือคำแนะนำจากผู้ผลิต
  • สวมใสเสื้อผ้าที่ทะมัดทะแมงและรัดกุมในขณะใช้เครื่องมือช่าง เพื่อความปลอดภัย รวมถึงไม่ควรเครื่องประดับต่างๆ ที่อาจทำให้การใช้เครื่องมือไม่ปลอดภัย เนื่องจากเสื้อผ้าและเครื่องประดับอาจเข้าไปติดในเครื่องมือขณะทำงาน
  • สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันอันตราย หรือ PPE (อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล) ขณะทำงานทุกครั้ง เช่น ถุงมือ ผ้าปิดจมูก หมวกนิรภัย แว่นตา
  • ใช้เครื่องมือช่างให้ถูกประเภท เพราะเครื่องมือช่างแต่ละชนิดถูกออกแบบมาเพื่อใช้กับงานที่แตกต่างกัน การนำไปใช้ในงานที่ไม่ตรงประเภทจะก่อให้เกิดอันตรายกับผู้ใช้ เช่น การใช้ประแจตอกตะปูแทนค้อน
  • ในขณะใช้งาน ควรจัดท่าทางการยืนให้อยู่ในท่าที่เหมาะสม และมั่นคง
  • นอกจากความปลอดภัยของตัวเราเอง ให้คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่นที่อยู่ในบริเวณหน้างานด้วย ตรวจสอบให้มั่นใจว่าผู้อื่นอยู่ในระยะปลอดภัย ก่อนการใช้งานเครื่องมือช่าง
  • ในการส่งเครื่องมือช่างให้กับผู้ใช้งานที่อยู่ในที่สูง ห้ามถือเครื่องมือช่างด้วยมือและปีนบันไดเพื่อนำเครื่องมือช่างขึ้นไปให้คนทำงาน แต่ให้ใช้ถังหรือถุงเครื่องมือในการส่งเครื่องมือช่างแทน
  • เมื่อใช้งานเครื่องมือช่างในที่สูง เพื่อความปลอดภัยของผู้ที่อยู่ด้านล่าง ห้ามวางเครื่องมือช่างทิ้งไว้ในที่สูงโดยเด็ดขาด เนื่องจากเครื่องมืออาจจะตกลงมา และก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้ที่อยู่ด้านล่างได้
  • หากชิ้นงานสามารถเลื่อนได้ ควรยึดชิ้นงานนั้นให้แน่นอยู่กับที่ก่อนการทำงานทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัย และงานที่ออกมาเป็นไปตามที่ต้องการ
  • ห้ามนำเครื่องมือช่างที่มีความแหลมใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกงหรือกระเป๋าเสื้อ ให้วางหรือใส่ไว้ในกล่องเครื่องมือทุกครั้ง
  • เตรียมเครื่องมือช่างสำรองไว้ใกล้ๆ มือเสมอ เผื่อใช้งานในกรณีที่เครื่องมือช่างชุดแรกชำรุดขณะทำงาน
  • เก็บเครื่องมือช่างให้เป็นสัดส่วน และเก็บในที่ที่ปลอดภัยทุกครั้ง
  • อ่านต่อ