เที่ยงนี้…กินไรดี? แก้ปัญหาระดับชาติแบบไม่ขาดสารอาหาร

ปัญหาระดับชาติที่แทรกซึมอยู่ทุกกลุ่มคนในสังคม ไม่ว่าจะตอนเรียน ตอนทำงาน ตอนอยู่บ้าน หรือออกไปนอกบ้าน มื้อเที่ยงทีไร ต้องได้ยินคำถามนี้ตลอด กินไรดี? คำถามแสนธรรมดา แต่ตอบยากเหลือเกิน ด้วยปัจจัยไม่กี่อย่าง เช่น ของกินละลานตาเกินไปเลือกไม่ถูก กับไม่มีอะไรจะให้เลือกกิน สุดท้ายคำว่ากินไรดี? ต้องไปจบที่กินของเดิมๆ วันนี้เรามาหาทางออกปัญหาเรื่อง “กินไรดี?” กันดีกว่า ว่าเราควรเลือกกินอย่างไรถึงจะดีต่อสุขภาพตัวเอง อ่านต่อ

นอนน้อยยังไงให้สดชื่น กับเคล็ด (ไม่) ลับ “กฎการนอนหลับ 90 นาที”

ช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดในแต่ละวันของหลายๆ คนคงหนีไม่พ้นช่วงเช้าที่ต้องขุดตัวเองให้ลุกออกจากที่นอน กดปุ่ม Snooze กันจนชิน บางคนโทษว่าการที่ง่วงนอนตลอดเวลาเกิดจากการนอนไม่เพียงพอ หรือนอนน้อย แต่หลายคนทั้งๆ ที่นอนนานๆ ตื่นขึ้นมาแทนที่จะสดชื่น กลับงัวเงีย หาวหวอดๆ ทั้งวันก็ยังมี อยากรู้กันแล้วใช่มั๊ยคะว่าเป็นเพราะอะไร วันนี้เรามีคำตอบมาเฉลย พร้อมทั้งเคล็ดลับการนอนที่เรียกว่า “กฎการนอนหลับ 90 นาที” มาฝาก ถ้าอยากตื่นเช้ามาแล้วสดชื่น สดใส พร้อมรับกิจกรรมในวันใหม่ก็ตามไปดูกันเลย

กฎการนอนหลับ 90 นาที

การนอนหลับเป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุด หลายคนเข้าใจว่าตอนนอนหลับอวัยวะส่วนใหญ่ในร่างกายจะหยุดทำงานเพื่อพักรวมทั้งสมอง ในความเป็นจริงสมองเรายังคงทำงานอยู่แต่ทำเป็นจังหวะ ทำให้เกิดจังหวะการนอนหลับเป็นวงจร (Cycle) ได้แก่ หลับลึก-หลับตื้น สลับกันไปซึ่งในแต่ระรอบใช้เวลาประมาณ 90 นาที วงจรนี้นี่เองที่นำไปสู่กฏการนอนหลับ 90 นาที ดังนั้นถ้าคุณอยากนอนหลับอย่างมีประสิทธิภาพ นอนแล้วตื่นขึ้นมาสดชื่น ตาสว่างสดใส ไม่งัวเงีย โดยที่ไม่จำเป็นต้องนอนนานๆ มาทำความรู้จักกับกฏนี้ให้ละเอียดกันดีกว่า

ระยะของการนอนหลับ

จากการตรวจวัดคลื่นสมองอย่างต่อเนื่อง และการวัดคลื่นไฟฟ้าของตาขณะหลับ สามารถแบ่งการนอนหลับออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่

1.ช่วงการนอนหลับที่ไม่มีการกลอกตาอย่างรวดเร็ว (NON Rapid Eye Movement – NREM)เป็นการนอนในช่วงเริ่มต้น และเป็นการหลับส่วนใหญ่ในวงจร แบ่งย่อยได้อีก 3 ระยะ คือ

  • ระยะที่ 1 (N1) ช่วงเริ่มหลับ หรือหลับตื้น ระยะนี้จะเริ่มเกิดขึ้นหลังจากหลับตา สมองจะเริ่มทำงานช้าลง ถ้าถูกปลุกให้ตื่นตอนนี้ จะไม่ค่อยงัวเงียหรือบางทีก็จะรู้สึกว่ายังไม่ได้นอน ระยะนี้ใช้เวลาประมาณ 5-10 นาที
  • ระยะที่ 2 (N2) ช่วงรอยต่อระหว่างเริ่มหลับกับหลับลึก ระยะนี้หัวใจเริ่มเต้นช้าลงแต่ยังรับรู้ความเคลื่อนไหวจากข้างนอกได้อยู่ การนอนหลับระยะนี้เป็นระยะที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองในส่วนของการเก็บข้อมูลเข้าความทรงจำระยะสั้น เพิ่มสมาธิ และถ้าตื่นในช่วงนี้จะยังไม่งัวเงียมากนัก ระยะนี้ใช้เวลาประมาณ 20 นาที
  • ระยะที่ 3 (N3) ช่วงที่หลับลึกที่สุดของการนอนหลับแบบนี้ ร่างกายจะพักผ่อนมากที่สุด เป็นระยะที่มีการหลั่ง growth hormone โดยเฉพาะในเด็ก และยังมีความสำคัญในการฟื้นฟูเนื้อเยื่อของร่างกาย ซึ่งระยะนี้จะตอบสนองกับสิ่งรอบข้างได้น้อยมากทำให้เป็นช่วงที่ปลุกให้ตื่นยาก และถ้าเกิดตื่นช่วงนี้ร่างกายจะอ่อนเพลีย งัวเงียมากที่สุด ช่วงนี้ใช้เวลาประมาณ 20 นาที การฝันส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นช่วงกลางของการนอนหลับลึก จะเป็นฝันที่ค่อนข้างสมจริง เช่น การละเมอ หรือการฉี่รดที่นอน
  • อ่านต่อ

    โรคติดมือถือ กับประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลงและส่งผลต่อสุขภาพ

    ในยุคที่โทรศัพท์มือถือ หรือสมาร์ทโฟนเป็นเรื่องง่ายที่จะเข้าถึงและครอบครอง ไม่ว่าใคร วัยไหน อาชีพอะไรก็ใช้กัน จนหลายคนเปรียบเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกาย เพราะไม่ว่าจะทำอะไรเราก็จะก้มหน้าก้มตาอยู่กับหน้าจอสมาร์ทโฟนกันแทบจะตลอดเวลา จนเป็นที่มาของ โรคติดมือถือ” หรือ โรคโนโมโฟเบีย”

    โรคติดมือถือหรือโรคโนโมโฟเบีย (No Mobile Phone Phobia) เป็นชื่อที่ใช้เรียกกลุ่มคนที่มีอาการหวาดกลัว วิตกกังวล ตื่นตระหนก เมื่อไม่ได้ใช้โทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน ไม่มีโทรศัพท์มือถืออยู่ใกล้ๆ โทรศัพท์แบตฯหมด หรืออยู่ในสภาพใช้การไม่ได้ จากการศึกษาพบว่าผู้ที่อยู่ในสภาวะดังกล่าวจะเกิดความเครียด หรือถึงขั้นเวียนศีรษะ คลื่นไส้ได้เลย และโรคติดมือถือ กำลังได้รับการพิจารณาบรรจุไว้ในโรคจิตเวชชนิดหนึ่งในกลุ่มวิตกกังวล

    โรคติดมือถือ จุดเริ่มต้นปัญหาสุขภาพแบบบุฟเฟ่ต์

    โรคติดมือถือเป็นโรคที่เกิดจากพฤติกรรมของเราเอง ส่งผลให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพจิต ความเครียด ความกังลต่างๆ แต่นอกจากปัญหาส่วนนี้แล้ว โรคติดมือถือยังเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาสุขภาพทางร่างกายอีกหลากหลายปัญหา เรียกได้ว่าเรียงหน้ากันมาแบบบุฟเฟ่ต์เลยทีเดียว

    ปัญหาสุขภาพจุดแรกที่สามารถเกิดได้เร็วที่สุดจากโรคติดมือถือ คือ อาการนิ้วล็อค เนื่องจากการสไลด์ ไถๆ จิ้มๆ หน้าจอมือถือเป็นเวลานาน และบ่อยๆ ทำให้เกิดการปวดข้อนิ้วและข้อมือ อาจมีอาการเส้นเอ็นยึด และเกิดพังผืดร่วมด้วย นอกจากนิ้วล็อคแล้ว สุขภาพด้านสายตาก็เป็นอีกปัญหาที่ตามมาจากโรคติดมือถือ เพราะการเพ่งหน้าจอที่มีแสงสว่างจ้านานๆ ทำให้ตาแห้ง ตาพร่า และล้าได้ จนอาจส่งผลร้ายแรงกับดวงตาในระยะยาว และด้วยลักษณะการก้มมองจอโทรศัพท์ ก็เป็นที่มาของอาการปวดคอ บ่า ไหล่ด้วยเช่นกัน

    นอกจากอาการเบื้องต้นที่จะเกิดตามมาจากโรคติดมือถือทั้งบริเวณ นิ้ว ดวงตา และคอ บ่า ไหล่แล้ว โรคติดมือถือยังสามารถส่งผลต่อปัญหาสุขภาพบริเวณหมอนรองกระดูก และโรคอ้วนอีกด้วย เนื่องจากการใช้เวลากับโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานานขึ้น ทำให้ขยับตัวน้อย กิจกรรมอื่นๆ ในชีวิตก็น้อยลง กินปกติหรือกินมากไปแต่นำไปใช้ได้น้อยลง ไขมันก็สะสมจนทำให้เกิดโรคอ้วนอย่างเลี่ยงไม่ได้

    โรคติดมือถือ กระทบต่อการทำงานและปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง

    นอกจากปัญหาด้านสุขภาพแล้ว โรคติดมือถือยังสามารถสร้างปัญหาและส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการทำงาน การเรียน และความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง เนื่องจากปัญหาเรื่องการแบ่งเวลานั่นเอง จากพฤติกรรมส่วนใหญ่ของผู้ที่เป็นโรคติดมือถือ คือจะต้องหยิบมือถือขึ้นมาเช็กบ่อยๆ แม้ไม่มีเรื่องด่วนและไม่จำเป็นต้องใช้ รวมถึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาใช้ในขณะทำกิจกรรมสำคัญอื่นๆ อย่างตอนทำงาน ตอนประชุม ทำให้เสียสมาธิและไม่จดจ่ออยู่กับเนื้อหางานตรงหน้าเท่าที่ควร รวมถึงส่งผลเสียเรื่องของบุคลิกภาพ ส่วนแรกเนื่องจากก้มหน้ามองจอโทรศัพท์นานๆ ทำให้กระดูกสันหลังและต้นคอเปลี่ยนรูปจนโค้งงอเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และการใช้โทรศัพท์อยู่ตลอดเวลาทำให้ลดทอนภาพลักษณ์ภายนอกลง

    โรคติดมือถือยังทำให้ปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างน้อยลง เพราะมัวแต่ใช้งานโทรศัพท์ ระบายความรู้สึกต่างๆ ลงโซเชียลแทนการพูดคุยกัน สนทนาและสนใจคนรอบข้างน้อยลง และมีการศึกษาพบว่า การเป็นโรคติดมือถือยังทำให้ระเวลาสบตากันขณะสนทนาสั้นลง แทนที่จะพูดคุยและสบตาไปพร้อมกัน เพราะการสบตาเป็นอีกช่องทางในการสื่อความหมายของสิ่งที่พูดได้ดีขึ้น

    แล้วคุณล่ะ เป็นโรคติดมือถือรึยัง?

    หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ ต้องพกโทรศัพท์มือถือติดตัวตลอดเวลา หงุดหงิดหากไม่มีโทรศัพท์ แปลว่าคุณเข้าข่ายเป็นโรคติดมือถือ

    หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ หมกมุ่นอยู่กับการเช็กข้อความ และโพสต์ต่างๆ บนโซเชียล แปลว่าคุณเข้าข่ายเป็นโรคติดมือถือ

    หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ แม้ไม่มีเรื่องด่วนหรือไม่มีการแจ้งเตือน แต่ต้องหยิบมือถือขึ้นมาดู แปลว่าคุณเข้าข่ายเป็นโรคติดมือถือ

    หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ ตื่นนอนมาสิ่งแรกที่ทำคือการหยิบมือถือขึ้นมาเช็ก แปลว่าคุณเข้าข่ายเป็นโรคติดมือถือ

    หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ ใช้โทรศัพท์มือถือระหว่างทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น เข้าห้องน้ำ ทานข้าว เดินกลับบ้าน ยืนรอรถ แปลว่าคุณเข้าข่ายเป็นโรคติดมือถือ

    หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ รู้สึกเครียด และกังวนหากโทรศัพท์แบตฯหมด แปลว่าคุณเข้าข่ายเป็นโรคติดมือถือ

    หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ สนทนาบนออนไลน์มากกว่าพูดคุยกับคนรอบข้าง แปลว่าคุณเข้าข่ายเป็นโรคติดมือถือ

    แก้ก่อนสาย หากไม่อยากเสียงาน เสียสุขภาพเพราะโรคติดมือถือ อ่านต่อ

    วิตามิน 6 ชนิด ที่จะเปลี่ยนวิกฤตสุขภาพชาวออฟฟิศให้ดีขึ้น

    กินดี…มีสุข เป็นประโยคที่ทุกคนมักได้ยินกันอยู่เสมอ ประโยคสั้นๆ ที่เข้าใจง่าย แต่ทำตามสุดแสนที่จะยาก การกินดี คือ การรู้จักเลือกกินอาหารให้ถูกหลักครบ 5 หมู่ ตามความต้องการของร่างกายเพื่อช่วยให้สุขภาพแข็งแรง ไม่เจ็บป่วย สามารถใช้ชีวิตทำกิจกรรมต่างๆ ได้เป็นอย่างดี แต่ในโลกปัจจุบันยุค 4G เวลาที่หมุนไปอย่างรวดเร็วร่วมกับกิจกรรมต่างๆ ที่อัดแน่นในแต่ละวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนวัยทำงานหรือพนักงานออฟฟิศที่ต้องตื่นเช้าฝ่าการจราจรที่คับคั่งเพื่อมาทำงานแข่งกับเวลา อาหารที่กินจึงเน้นสะดวก และถูกปากมากกว่าการกินอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วน ส่งผลให้ร่างกายเสื่อมโทรม มีอาการเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย และนี่แหละคือสัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณกำลังขาดวิตามิน

    วิตามินและอาหารเสริมกลายมาเป็นตัวช่วยที่สำคัญสำหรับคนวัยทำงาน ซึ่งเป็นช่วงวัยที่ต้องการพลังงาน ความแข็งแรง ความกระฉับกระเฉง และมีสมองที่ปลอดโปร่ง วันนี้เราจึงได้รวบรวมข้อมูลวิตามินและอาหารเสริมรวม 6 ชนิดที่จะช่วยให้ชาวออฟฟิศมีชีวิตดีขึ้น และจำเป็นต่อคนวัยทำงานมาฝาก ลองมาดูกันนะคะว่าแต่ละตัวนั้นมีประโยชน์อย่างไรบ้าง

    วิตามินเอ (Vitamin A)

    เป็นวิตามินบำรุงสายตา ช่วยในการมองเห็น ช่วยให้ตาสู้แสงได้ในเวลากลางวัน ถ้าขาดมักจะมีอาการเยื่อบุตาแห้งและอักเสบได้ วิตามินเอมักพบในอาหารจำพวกเครื่องใน ไข่แดง ผักโขม ผักผลไม้สีเหลือง เป็นต้น แต่สำหรับชาวออฟฟิศที่ไม่มีเวลาเลือกทานอาหารเหล่านี้ และยังต้องใช้สายตาอย่างหนักเพ่งจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ อาจจะต้องทานวิตามินเอเสริม แต่เนื่องจากวิตามินเอเป็นวิตามินที่ละลายในไขมันซึ่งอาจส่งผลข้างเคียงเมื่อตกค้างในร่างกายดังนั้นจึงควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนรับประทานนะคะ

    วิตามินบี (Vitamin B)

    ด้วยพฤติกรรมการทำงานของชาวออฟฟิศที่ต้องเจอกับเนื้องานที่ยาก และใช้ความคิดอยู่เสมอ จนอาจทำให้เกิดความเครียดได้บ่อยๆ ควรเลือกตัวช่วยเป็นวิตามินบี ซึ่งมีส่วนสำคัญในการบำรุงสมองและระบบประสาทได้ดี ช่วยให้สมองปลอดโปร่ง อารมณ์ดี ช่วยลดความเครียด รวมทั้งช่วยส่งเสริมให้เกิดการเผาผลาญพลังงานในเซลล์ ทำให้ร่างกายรู้สึกมีพลังอยู่เสมอ เราอาจจะเลือกรับประทานเป็น วิตามินบี1 ที่สามารถช่วยลดการเสื่อมโทรมจากการทำงานหนัก ช่วยให้กระปรี้กระเปร่า หรือ วิตามินบีรวม ที่ช่วยบำรุงสมอง คลายเครียด และยังช่วยให้ระบบประสาททำงานดีขึ้นอีกด้วย

    วิตามินซี (Vitamin C)

    ถ้าพูดถึงวิตามินซีสาวๆ ออฟฟิศคงจะรู้จักเป็นอย่างดีโดยเฉพาะสรรพคุณที่ช่วยเพิ่มความกระจ่างใสให้ใบหน้าและผิวพรรณ ทั้งยังส่งเสริมการสร้างคลอลาเจน แต่ประโยชน์ของเจ้าวิตามินซีไม่ได้มีแค่นี้นะ เพราะยังมีส่วนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของเม็ดเลือดขาวให้สามารถกำจัดเชื้อโรค และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคหวัดได้ดีขึ้น จึงช่วยลดระยะเวลาในการเป็นหวัดลง ชาวออฟฟิศคนไหนที่ป่วยบ่อย พักผ่อนน้อย ตากแดดตากฝน แล้วกลัวว่าจะไม่สบายจนต้องขาดงาน สามารถให้วิตามินซีเป็นตัวช่วยได้นะคะ

    วิตามินดี (Vitamin D)

    เป็นวิตามินที่รู้กันว่ามีอยู่ในแสงแดด ทำให้หลายๆ คนไม่ค่อยนึกถึง แต่รู้หรือไม่ว่า ได้มีการเก็บข้อมูลในพนักงานออฟฟิศ 211 แห่งทั่วกรุงเทพปี 2015 และพบว่า 36.5% หรือทุก 1 ใน 3 คนของพนักงานออฟฟิศขาดวิตามินดี เนื่องจากไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนส่วนใหญ่มักนั่งทำงานในออฟฟิศตั้งแต่เช้าจรดเย็น และละเลยการทานอาหารที่มีวิตามินดี จึงส่งผลให้ขาดวิตามินชนิดนี้โดยไม่รู้ตัว ซึ่งประโยชน์ของวิตามินดีนั้นมีมากมาย ได้แก่ ช่วยควบคุมการดูดซึมแคลเซียมเข้าสู่ร่างกาย ส่งเสริมการสร้างกระดูกและฟัน ถ้าขาดจะทำให้ปวดเมื่อยได้ง่าย และเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนอีกด้วย อาหารตามธรรมชาติที่มีวิตามินดี ได้แก่ ปลาที่มีไขมันมากๆ อย่างปลาแซลมอน เนื้อวัว ไข่แดง เห็ด เป็นต้น

    น้ำมันปลา (Fish Oil)

    เป็นอาหารเสริมที่มีประโยชน์ต่อทุกคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพนักงานออฟฟิศที่ต้องใช้ความคิดอยู่ตลอดเวลา เพราะเป็นแหล่งของไขมันดีอย่างโอเมก้า 3 มีส่วนช่วยในการทำงานของระบบประสาทและสมอง ในส่วนของความคิดและความจำ ให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น และยังสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดข้อ ปวดหลัง ปวดข้อมือข้อนิ้วที่มักเกิดกับคนทำงานได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังสามารถป้องกันการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้เป็นอย่างดี สำหรับชาวออฟฟิศหลายคนอาจจะต้องพบเจอกับมลพิษทางอากาศจากการเดินทางมาทำงานบ่อยๆ ควรมองหาวิตามินเสริม อย่างน้ำมันปลา เพราะมีสรรพคุณในการป้องกันร่างกายจากมลพิษทางอากาศอีกด้วย

    เมลาโทนิน (Melatonin)

    ตัวนี้อาจไม่เป็นที่รู้จักมากนัก แต่ชาวออฟฟิศบางคนที่เคร่งเครียดกับงานจนทำให้นอนไม่หลับ หรือทำงานดึกๆ ต่อเนื่องจนทำให้กลายเป็นคนนอนหลับยาก และเมื่อพักผ่อนไม่เพียงพอก็จะส่งผลเสียกระทบต่อหลายๆ อย่างตามมา เช่น เบลอ ไม่มีสติ ง่วงในเวลาทำงาน ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง เจ้าเมลาโทนินนี้สามารถช่วยให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น แต่มีคำแนะนำว่าควรทานเพียงวันละ 1-2 มิลลิกรัมก็เพียงพอ และไม่ควรทานต่อเนื่องเพราะอาจจะทำให้ร่างกายชินจนไม่สามารถหลับเองได้

    จากข้อมูลข้างต้นน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับชาวออฟฟิศที่ต้องทำงานยุ่งทุกวันจนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง วิตามินและอาหารเสริมเหล่านี้จึงน่าจะเป็นตัวช่วยให้เรามีสุขภาพที่ดีขึ้นได้ แต่ก่อนจะซื้อวิตามินและอาหารเสริมมารับประทานเองก็ควรจะศึกษารายละเอียดให้ดีๆ  และอย่าลืมว่าอย่างไรก็ตามสิ่งที่ดีที่สุดในการดูแลตัวเองให้แข็งแรงคงหนีไม่พ้นการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบทั้ง 5 หมู่ ในปริมาณที่พอเหมาะ ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว พักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจให้แจ่มใสไม่คิดมาก ไม่เครียด โดยเฉพาะการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ช่วยให้ระบบในร่างกายทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการดึงวิตามินต่างๆ ไปใช้ได้อย่างครบถ้วน รับรองว่าถ้าทำได้แบบนี้สุขภาพที่ดีไม่หนีไปไหนแน่นอน

    ที่มา: bangkokhospital.comhonestdocs.cometro-society.com

    รู้ทัน “มะเร็งโพรงจมูก” โรคร้ายซ่อนเร้นที่ควรระวัง

    ถ้าถามถึงโรคร้ายแรงที่น่ากลัวที่สุดคงหนีไม่พ้น “โรคมะเร็ง” ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของคนไทย และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี หลายคนรู้ถึงความรุนแรง ความเจ็บปวด ผลร้ายต่างๆ ที่เกิดจากโรคนี้ และทราบเป็นอย่างดีว่าสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เป็นโรคนี้มาจาก “พฤติกรรมการใช้ชีวิต” แต่จากไลฟ์สไตล์ของคนทั่วๆ ไปในปัจจุบันโดยเฉพาะคนวัยทำงานอย่างพนักงานออฟฟิศ ด้วยภาระหน้าที่ ความเร่งรีบ อาหารการกิน สภาพแวดล้อมต่างๆ ที่พบเจอ ไม่ว่าจะเป็นฝุ่นที่กำลังเผชิญอย่าง PM 2.5 ควันพิษต่างๆ ล้วนทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายอย่างโรคมะเร็ง

    มะเร็ง เป็นเนื้อร้ายที่สามารถเกิดขึ้นได้เกือบทุกส่วนของร่างกาย แม้กระทั้งในส่วนที่อยู่ลึกและยากต่อการมองเห็นอย่างโพรงจมูก “มะเร็งโพรงจมูก” จึงตรวจพบได้ค่อนข้างยาก อาการเริ่มต้นจะคล้ายๆ ภูมิแพ้หรือไข้หวัดธรรมดา หลายคนจึงมักเข้าใจผิดและรู้ตัวช้า ทำให้ได้รับการรักษาไม่ทันท่วงที เมื่อตรวจพบอาการจึงลุกลามถึงระยะที่รุนแรงแล้ว มะเร็งชนิดนี้แม้จะพบไม่บ่อยนัก แต่ก็ไม่ควรละเลย จึงถือว่าเป็นอีกภัยเงียบที่ควรระวังไม่แพ้มะเร็งชนิดอื่นๆ วันนี้เราได้รวบรวมข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับมะเร็งชนิดนี้มาฝาก ลองมาเช็คอาการกันดูนะคะว่าคุณมีความเสี่ยงต่อโรคนี้แค่ไหน

    สาเหตุการเกิดมะเร็งโพรงจมูก

    มะเร็งโพรงจมูกเกิดจากความผิดปกติของเซลล์บริเวณหลังโพรงจมูกซึ่งมีลักษณะเป็นโพรงกว้างอยู่ทางด้านหลังของจมูก ซึ่งเป็นทางผ่านของอากาศไปยังผนังคอ ยังไม่มีการยืนยันแน่ชัดว่าสาเหตุของมะเร็งโพรงจมูกคืออะไร แต่ปัจจัยเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดมะเร็งโพรงจมูกได้มีหลายประการดังนี้

  • พันธุกรรม จากข้อมูลที่ว่ามะเร็งโพรงจมูกสามารถพบมากกับคนเชื้อชาติจีน จึงทำให้มีการศึกษาว่าพันธุกรรมอาจเป็นปัจจัยหนึ่งของการเกิดมะเร็งชนิดนี้
  • ชื้อไวรัส มีการศึกษาพบว่าผู้ป่วยมะเร็งโพรงจมูกจะมีสารภูมิคุ้มกันต่อไวรัสเอปสไตน์บาร์ (EBV) ในปริมาณที่สูงกว่าคนทั่วไปที่มีสุขภาพดี จึงสันนิษฐานว่าเชื้อไวรัสตัวนี้นี่เองที่อาจจะเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งโพรงจมูก
  • อาหารการกินการรับประทานอาหารที่มีสารก่อมะเร็งที่ชื่อว่าไนโตรซามีน ซึ่งมักพบปนเปื้อนอยู่ในอาหารหมักดอง เช่น ปลาเค็ม เนื้อเค็ม แหนม ไส้กรอกอีสาน ปลาร้า หรือแม้แต่อาหารปิ้งย่างต่างๆ
  •  สิ่งแวดล้อม บริเวณที่มีฝุ่นละออง โดยเฉพาะช่วงนี้ที่ในอากาศเต็มไปด้วยฝุ่นละออง PM2.5 ควันไฟจากการเผาไหม้ สารเคมีต่างๆ ตลอดจนควันพิษจากบุหรี่
  • สุขภาพอนามัย ที่ไม่ดีของช่องปากหรือโพรงจมูก ได้แก่ การละเลยสุขอนามัยในช่องปาก หรือปล่อยให้เกิดการอักเสบภายในช่องปากหรือโพรงจมูกเรื้อรัง
  • อ่านต่อ

    วิธีรับมือกับ “ภาวะหมดไฟ” ทำความเข้าใจก่อน Burnout!

    หลายคนคงเคยผ่านช่วงเวลาเดินออกจากรั้วการศึกษาก้าวเข้าสู่โลกแห่งการทำงาน ช่วงแรกของการทำงานมีแต่ความตื่นเต้นกระตือรือร้น เต็มไปด้วยไฟและแรงบันดาลใจที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้พบปะผู้คนมากมาย และที่สำคัญตอนสิ้นเดือนก็จะได้รับเงินเป็นผลตอบแทน ทำให้มีความหวังที่จะก้าวหน้าเจริญเติบโตในสายอาชีพ เพื่อตำแหน่งหรือผลตอบแทนที่สูงขึ้น แต่เมื่อนานๆ ไปความตื่นเต้นกลับกลายเป็นความน่าเบื่อ เจอแต่สิ่งเดิมๆ ทั้งงาน ผู้ร่วมงาน แม้กระทั่งปัญหาเดิมๆ ที่วนมาให้แก้แล้วแก้อีก งานเยอะขึ้น ต้องรับผิดชอบมากขึ้น ทำให้เกิดอาการเครียด กดดัน เหนื่อยหน่ายจนไม่อยากตื่นมาทำงาน ถ้ามีความรู้สึกเหล่านี้เกิดขึ้น รู้มั๊ยว่าคุณกำลังเผชิญกับอาการทางจิตชนิดหนึ่งที่เรียกว่า “ภาวะหมดไฟ”

    Burnout แปลตรงๆ ว่า หมดไฟ ดังนั้น Burnout Syndrome ก็คือ โรคภาวะหมดไฟ จะแสดงอาการหมดแรง หมดพลัง เหนื่อยหน่ายและหมดแรงบันดาลใจที่จะทำงาน หลายๆคนคิดว่าอาการนี้สามารถพบหรือเกิดขึ้นได้ทั่วไป โดยเฉพาะกับพนักงานออฟฟิศที่วิถีชีวิตวนลูปเดิมๆ ใครๆก็เป็นเดี๋ยวก็หายไปเอง แต่ในความเป็นจริงมันเป็นภัยเงียบที่ร้ายกาจจนสามารถทำให้ชีวิตคุณพัง หรือนำไปสู่โรคร้ายแรงอย่างโรคซึมเศร้าได้เลยทีเดียว อาการภาวะหมดไฟเป็นยังไง เกิดขึ้นจากสาเหตุอะไร และมีวิธีสร้างแรงบันดาลใจในการทำงานอย่างไร วันนี้ออฟฟิศเมทได้รวบรวมข้อมูลที่หน้าสนใจมาฝากกันค่ะ

    อาการของโรคภาวะหมดไฟ

    ถ้าอยากทราบว่าคุณกำลังตกอยู่ในภาวะหมดไฟในการทำงานหรือไม่ ให้ลองสังเกตตัวเองว่ามีสัญญาณต่อไปนี้เกิดขึ้นแล้วรึยัง

    • มีอารมณ์เบื่อกับงานที่ทำ เหนื่อยหน่าย หมดแรง ท้อแท้ ไม่มีความสุขในการทำงาน
    • รู้สึกเครียด และกดดันอย่างมากจากการทำงาน อาจส่งผลให้เกิดอาการทางร่างกาย เช่น ปวดหัวไมเกรน คลื่นไส้ ปวดท้อง ปวดเมื่อยตามร่างกาย
    • รู้สึกหงุดหงิด รำคาญใจทุกเรื่องที่เกี่ยวกับงานที่ทำอยู่ อารมณ์แปรปรวน อารมณ์ร้ายมองทุกอย่างในแง่ลบ บางครั้งก็ร้องไห้ง่ายเจ้าน้ำตา จนอาจนำไปสู่ความขัดแย้งกับเพื่อนร่วมงานหรือคนในครอบครัวได้
    • แบ่งเวลาไม่ได้ ชีวิตวุ่นวาย ทำงานโดยไม่หยุดพัก วันหยุดก็เอางานกลับมาทำต่อที่บ้าน
    • คิดฟุ้งซ่าน ไม่มีสมาธิในการทำงาน มักหลงๆลืมๆ ทำงานผิดพลาดอยู่เสมอ
    • ไม่อยากมาทำงาน ลุกจากเตียงยาก ลางานบ่อยๆ อาจถึงขั้นต้องการลาออกจากงาน
    • มีปัญหาเรื่องการนอน นอนไม่หลับ ทำให้ร่างกายอ่อนเพลียตลอดเวลา
    • ในกรณีที่อาการรุนแรงมากๆ อาจจะลุกลามจนกลายเป็นโรคซึมเศร้า บางคนถึงขนาดคิดอยากฆ่าตัวตาย

    สาเหตุของโรคภาวะหมดไฟ

    สาเหตุหลักๆ ของโรคภาวะหมดไฟ มักจะเกิดจากความเครียดก่อนเป็นอย่างแรก หลายคนอาจจะคิดว่าความเครียดเป็นสิ่งที่สามารถมองเห็นได้จากสิ่งที่เกิดกับร่างกาย เช่น เหงื่อออกที่ฝ่ามือ การเขย่าเท้าโดยไม่รู้ตัว หรือการกัดฟัน แต่หลายครั้งที่ความเครียดเกิดขึ้นกับคนทำงานโดยไม่รู้ตัว เป็นความเครียดสะสม เมื่อรู้สึกว่างานที่ทำไม่เป็นอย่างที่ต้องการ หรือมีปัญหาเกิดขึ้นในงาน เมื่อเป็นอย่างนี้บ่อยๆ เข้า จนลุกลามไปเป็นคนเบื่อหน่าย ไม่อยากทำงาน หมดแรงบันดาลใจ และสุดท้ายก็เกิดเป็นภาวะหมดไฟในการทำงาน

    มาดูกันว่าความเครียดที่เป็นที่มาของอาการของโรคภาวะหมดไฟ เกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง

    • ทำงานหนักเกินไป หรืองานเยอะจนคุณไม่สามารถจัดการสิ่งต่างๆ ในการทำงานรวมถึงเรื่องราวในชีวิตส่วนตัวให้ลงตัวได้ ทำให้รู้สึกเหนื่อยเหมือนไม่มีเวลาพักผ่อน
    • ได้รับงานที่ไม่เหมาะสมกับตัวเอง ทำงานที่ตัวเองไม่ชอบ ไม่ถนัด จนเกิดความท้อและเบื่อ จนต้องฝืนทำงานให้ผ่านๆ ไปในแต่ละวัน
    • ปริมาณงานมากเกินไป รวมถึงอุปกรณ์เครื่องมือที่มีไม่เหมาะสมกับงาน หรือมีไม่เพียงพอกับความต้องการใช้และปริมาณงาน
    • หน้าที่รับผิดชอบของงานไม่ชัดเจน เช่น ได้รับมอบหมายงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งงานที่ทำบ่อยๆ
    • บรรยากาศในการทำงาน ตลอดจนไม่สามารถเข้ากับเพื่อนร่วมงาน หรือหัวหน้างาน
    • ไม่ได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่า ไม่มีการปรับเพิ่มเงินเดือน ปรับขึ้นตำแหน่ง หรือไม่ได้รับโบนัส

    วิธีรับมือกับภาวะหมดไฟด้วยการสร้างแรงบันดาลใจในการทำงาน

    แบ่งเวลา สร้างสมดุลในชีวิต

    สิ่งแรกที่สามารถทำให้คุณกลับมามีแรงบันดาลใจในการทำงานได้ คือ การสร้างสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวให้เหมาะสม ซึ่งหมายถึงการรู้แบ่งเวลาให้ถูกต้อง ช่วงเวลางานก็ต้องทุ่มเทให้เต็มที่ แต่เมื่อถึงเวลาเลิกงานก็ต้องเป็นเวลาส่วนตัว โดยการพักผ่อนใช้เวลาอยู่กับสิ่งที่ตัวเองชอบ ถ้าเราจัดสมดุลในชีวิตได้ความเครียดในชีวิตการทำงานก็จะลดลง

    ผ่อนคลายด้วยกฎ 50/10

    การผ่อนคลายในช่วงเวลาทำงานเป็นอีกตัวช่วยที่ทำให้คุณไม่สูญเสียแรงบันดาลใจในการทำงานไป ใครที่ทำงานติดต่อกันเป็นเวลานาน ไม่ลุกไปไหนเลย หมกมุ่นอยู่แต่งานที่ทำ ให้คุณเปลี่ยนพฤติกรรมโดยใช้กฎ 50 นาทีที่ทำงาน ให้ลุกไปพักซัก 10 นาที แล้วค่อยกลับมาทำงานต่อ เพื่อเป็นการรีแลกซ์และรีเฟรชสมองให้พร้อมทำงานต่อไป

    หยุดความเป็น Perfectionism ในตัวคุณ อ่านต่อ

    “ฝุ่นละอองขนาดเล็ก” ฆาตกรในเมืองใหญ่ ที่ใครๆก็ต้องเผชิญ

    วิถีชีวิตคนเมืองกรุงทุกวันนี้เรียกได้ว่าเดินไปทางไหนก็แต่ฝุ่นละอองเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นฝุ่นละอองที่เกิดจากการคมนาคมสุดแสนจะแออัดในเมืองที่ได้ชื่อว่ารถติดที่สุดอันดับต้นๆของโลกอย่างกรุงเทพฯ หรือฝุ่นละอองจากการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายต่างๆที่มีให้เห็นเกือบทั่วทั้งเมือง ไม่ว่าเดินทางด้วยการคมนาคมแบบไหนก็ยังไม่สามารถหลีกเลี่ยงฝุ่นละอองเหล่านี้ได้เลย โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนฤดูที่ท้องฟ้าปิด ความเลวร้ายของเจ้าฝุ่นละอองในอากาศก็ยิ่งเพิ่มทวีคูณขึ้นไปอีก เพราะฝุ่นละอองที่มีอยู่ในชั้นบรรยากาศไม่สามารถกระจายตัวได้ จนเป็นที่มาของฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 หนาแน่นขึ้นอย่างที่เรารู้กัน นี่แหละค่ะคือปัญหาใหญ่ที่คนกรุงกำลังเผชิญแบบที่ไม่รู้ตัว ทำไมปัญหาฝุ่นละอองถึงเป็นปัญหาใหญ่? เรามาทำความเข้าใจไปพร้อมๆกันค่ะ อ่านต่อ

    สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องยืนทำงาน (บ้าง)!

    หลายคนที่เห็นหัวข้อบทความคงจะสงสัยใช่ไหมล่ะคะว่าการยืนทำงานจะช่วยให้สุขภาพดีได้ยังไง? จริงๆแล้วการยืนทำงานในช่วงระยะเวลาที่เหมาะสมนั้นมีประโยชน์มากๆเลยล่ะค่ะ

    มีงานวิจัยจาก Columbia University Medical Center ระบุว่า  การนั่งนานเกินไปเสี่ยงต่อตายก่อนวัยอันควร โดยงานวิจัยชิ้นนี้ได้เริ่มศึกษาพฤติกรรมของกลุ่มตัวอย่างจำนวน 340 คน จากสถิติพบว่า คนที่นั่งติดต่อกันน้อยกว่า 30 นาที จะมีโอกาสเสี่ยงที่จะเสียชีวิตก่อนวัยอันควรน้อยกว่าคนที่นั่งทำงานติดต่อกันนานมากกว่า 30 นาที ซึ่งต้องบอกก่อนว่างานวิจัยชิ้นนี้ก็ยังมีช่องโหว่อยู่หลายจุด แต่ความเป็นไปได้ก็มีเช่นเดียวกัน เพราะการนั่งนานๆจะทำให้กล้ามเนื้อขาของเราซึ่งเป็นกล้ามเนื้อที่ใหญ่ที่สุดไม่ถูกใช้งาน  เมื่อกล้ามเนื้อไม่ถูกใช้งานส่งผลให้อัตราการเผาผลาญของเราลดลงไปด้วย ทำให้การเผาพลาญไขมันและน้ำตาลช้าลงจากเดิม ส่งผลให้คนที่นั่งติดต่อกันเป็นเวลานานมีความเสี่ยงที่จะเป็นทั้งโรคอ้วนและโรคหัวใจ นำไปสู่การเสียชีวิตก่อนวัยอันควรได้ตามที่งานวิจัยได้ระบุไว้

    หลายบริษัทเริ่มให้ความสำคัญกับสุขภาพของพนักงานมากขึ้น หนึ่งตัวอย่างที่เห็นได้ชัดได้แก่ Iris Ohyama บริษัทจำหน่ายสินค้าเกี่ยวกับพลาสติกในประเทศญี่ปุ่น ได้มีการกำหนดให้พนักงานใช้คอมพิวเตอร์บนโต๊ะสูงที่ทางบริษัทจัดไว้ และการใช้คอมพิวเตอร์นี้จะต้องใช้ในท่ายืนเท่านั้น

    ยืนแล้วจะทำงานได้เหรอ?

    การยืนทำงานเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยให้เราสามารถเปลี่ยนอิริยาบถในการทำงานได้โดยที่ไม่ต้องหยุดทำงานและรักษาสุขภาพได้ในเวลาเดียวกัน แต่ก็ยังมีคำถามที่ติดค้างอยู่ในใจใครหลายๆคน “ยืนแล้วจะทำงานได้เหรอ?” เพราะโต๊ะทำงานที่มีขายอยู่ในท้องตลาด ล้วนเป็นโต๊ะสำหรับนั่งทำงานซะส่วนใหญ่ หรือถ้าจะเป็นโต๊ะบาร์ที่สูงขึ้นมาหน่อย พื้นที่ใช้สอยบนโต๊ะก็จะลดลง ไม่สะดวกในการทำงานเอาซะเลย

    ปัจจุบันเทคโนโลยีมีความก้าวหน้าขึ้นมากค่ะ ส่งผลให้การคิดค้นหรือประดิษฐ์สิ่งต่างๆเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ทำได้ง่ายขึ้น การคิดค้นสินค้าที่จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาสุขภาพของของคนที่ต้องนั่งทำงานนนานๆอย่าง “โต๊ะปรับระดับไฟฟ้า” จึงถูกประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อมาเพื่อแก้ปัญหาหลายๆอย่าง

    โต๊ะปรับระดับไฟฟ้า ดียังไง? อ่านต่อ

    เมื่อไขมันทรานส์บุกครัว ผู้บริโภคควรปรับตัวเรื่องการกินอย่างไร?

    เป็นประเด็นที่กำลังร้อนแรงเลยนะคะสำหรับเรื่องไขมันทรานส์ (Trans fat) ซึ่งทางกระทรวงสาธารณสุขได้มีการออกมาประกาศให้ไขมันทรานส์เป็นอาหารให้โทษต่อร่างและให้ยกเลิกการผลิตและใช้ในอาหารทุกชนิด มีผลในอีก 180 วันนับจากวันที่ 11 กรกฎาคม 2561 ทำให้หลายๆ คนเกิดความสงสัยและตั้งคำถามมากมายว่าไขมันทรานส์จริงๆ แล้วคืออะไร? อยู่ในอาหารหลากหลายเมนูที่เรากินกันอยู่ในชีวิตประจำวัน แล้วเราจะเลือกกินอะไร? แล้วถ้ากินเข้าไปจะให้โทษกับร่างกายเราอย่างไรบ้าง? เราลองมาทำคามเข้าใจและวิธีหลีกเลี่ยงไขมันทรานส์ไปพร้อมๆ กันเลยดีกว่าค่ะ

    ไขมันทรานส์คืออะไร?

    คงเป็นคำถามแรกที่ผุดขึ้นมา เมื่อได้ยินคำว่าไขมันทรานส์ จริงๆ แล้วไขมันทรานส์แบ่งเป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ ด้วย กัน นั่นคือ ไขมันทรานส์ตามธรรมชาติ และไขมันทรานส์ที่เกิดจากอุตสาหกรรมอาหารนั่นเอง

    ไขมันทรานส์ตามธรรมชาติ

    ไขมันทรานส์ตามธรรมชาติ พบได้ในเนื้อสัตว์บางชนิด เช่น เนื้อวัว เนื้อแกะ เป็นต้น ซึ่งไขมันทรานส์ชนิดนี้เกิดจากแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในกระเพราะอาหารของสัตว์ และยังพบในผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากสัตว์เหล่านี้ เช่น ผลิตภัณฑ์จากนมวัว แต่ยังมีการศึกษาไม่มากนักที่ระบุว่าไขมันทรานส์จากสัตว์ส่งผลร้ายต่อร่างกาย

    ไขมันทรานส์จากอุตสาหกรรม

    ไขมันทรานส์จากอุตสาหกรรม ส่วนใหญ่พบในน้ำมันพืชที่เกิดจากการดัดแปลงปรับเปลี่ยนทางเคมี โดยกระบวนการไฮโดรจีเนชั่น หรือการใส่ไฮโดรเจนเพิ่มเข้าไปในน้ำมัน ซึ่งแต่เดิมน้ำมันพืชเหล่านี้เป็นไขมันไม่อิ่มตัวที่มีสถานะเป็นของเหลว เมื่อใส่ไฮโดรเจนเข้าไป จึงทำให้น้ำมันพืชเหล่านี้กลายเป็นไขมันทรานส์ที่มีสถานะเป็นของกึ่งแข็งกึ่งเหลวหรือมีความเหนี่ยวเพิ่มขึ้น ทำให้ยืดอายุของน้ำมันมากขึ้น ส่วนน้ำมันพืชที่ไม่ผ่านการไฮโดรจีเนชั่น ก็สามารถกลายเป็นไขมันทรานส์ได้เช่นกัน เมื่อโดนกับความร้อนตอนที่เรานำไปผัด ทอดอาหารนั่นเอง นอกจากนี้ยังมีอยู่ในส่วนประกอบอาหารจากพวก มาการีน ครีมเทียม นมข้ม เนยขาว อีกด้วย

    ไขมันทรานส์ส่งผลอย่างไรต่อร่างกายเรา

    น้ำมันพืชแต่เดิมตอนถูกสกัดออกมา เป็นไขมันไม่อิ่มตัวชนิด Polyunsaturated fat ซึ่งเป็นไขมันดี แต่เมื่อถูกนำมาเปลี่ยนแปลงทางเคมีด้วยไฮโดรเจน เมื่อกินเข้าไปจะส่งผลให้เกิดโรคเกี่ยวกับหัวใจ และโรคกลุ่ม Metabolic Syndrome หรือกลุ่มโรคที่เกี่ยวกับกระบวนการเผาผลาญ เป็นที่มาของโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด โรคเบาหวาน และที่เห็นได้ชัดคือโรคอ้วนนั่นเองค่ะ

    ทุกคนคงเคยเรียนอยู่แล้ว ว่าร่างกายของเราต้องการสารอาหารประเภทไขมัน แต่การทานไขมันควรเลือกซักหน่อย เพราะไขมันมี 2 ประเภท ทั้ง HLD (ไขมันดี) และ LDL (ไขมันไม่ดี) ซึ่งไขมันไม่ดีเป็นตัวที่ส่งผลเสียต่อร่างกาย ไขมันที่จัดว่าเป็น LDL (ไขมันไม่ดี) แบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ ไขมันอิ่มตัว และไขมันทรานส์ ซึ่งถ้าให้เทียบความร้ายแรง ไขมันทรานส์แซงหน้าไขมันอิ่มตัวไปไกลค่ะ เนื่องจากหน้าที่ของไขมันทั้งสองคือ

    • ไขมันอิ่มตัว: จะเข้าไปเพิ่ม LDL (ไขมันไม่ดี) แต่ไม่ลด HDL (ไขมันดี)
    • ไขมันทรานส์: จะเข้าไปเพิ่ม LDL (ไขมันไม่ดี) และลด HDL (ไขมันดี)

    “จากการศึกษาเมื่อไม่นานมานี้ โดยได้นำกลุ่มตัวอย่าง ผู้หญิงจำนวน 80,000 คน ทำการทดลอง พบว่า กลุ่มที่เพิ่มปริมาณไขมันอิ่มตัวเข้าไปในอาหาร 5% มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจมากขึ้น 17% ในขณะเดียวกันที่อีกกลุ่ม เพิ่มปริมาณไขมันทรานส์เข้าไปในอาหารเพียงแค่ 2% แต่กลับเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจถึง 93% เลยทีเดียว”

    (ข้อมูลจาก: medicinenet.com)

    แล้วทำไมใครๆ ถึงเลือกใช้ไขมันทรานส์?

    ไขมันทรานส์ใช้กันอย่างกว้างขวางในอุตสาหกรรมอาหาร โดยเฉพาะเหล่าขนมบรรจุห่อกรุบกรอบทั่วไป เนื่องจากอาหารเหล่านี้ผ่านการทอดด้วยน้ำมันพืช หรือใส่เนยและมาการีนลงไป ซึ่งเป็นไขมันทรานส์ทำให้อาหารหรือขนมมีความกรอบ อร่อย ยืดอายุอาหารไม่ทำให้เกิดกลิ่นหืนเร็วเกินไป แถมที่สำคัญคือมีราคาถูก จึงทำให้ใช้กันอย่างแพร่หลาย เราสามารถดูหรือตรวจสอบปริมาณของไขมันทรานส์ในตารางโภชนาการข้างสินค้านั้นๆ ได้

    อาหารอะไรบ้างที่มีไขมันทรานส์เป็นส่วนประกอบ?

    เป็นที่น่าตกใจเมื่อมานั่งนึกถึงอาหารอะไรบ้างในชีวิตประจำวันที่มีไขมันทรานส์เป็นส่วนประกอบ เพราะมีแต่ของอร่อยทั้งนั้น (ฮ่าๆๆ) อย่างที่รู้กันไปแล้ว ว่าไขมันทรานส์พบในส่วนประกอบของอาหารพวกน้ำมันพืชที่ผ่านกระบวนการไฮโดรจีเนชั่น ครีมเทียม นมข้น มาการีน เนยขาว ซึ่งส่วนประกอบของอาหารเหล่านี้ถูกนำไปทำอาหารออกมาเป็นเมนูแสนอร่อยที่อยู่ใกล้ชิดในชีวิตประจำวันของเราจนน่าตกใจ (น่าเสียดาย) ทั้งในอาหารฟาดฟู๊ดอย่างเฟร้นฟราย แฮมเบอร์เกอร์ ไก่ทอด ลูกชิ้นทอด โรตี กาแฟนม ชานม พิซซ่า ขนมห่อกรุบกรอบต่างๆ และไขมันทรานส์ยังพบได้ในร้านอาหารตามสั่งทั่วไป ที่เป็นเมนูทอดๆ ผัดๆ อย่างคะน้าหมูกรอบ ก็ใช้น้ำมันที่มีไขมันทรานส์ทั้งสิ้น แถมเนื้อสัตว์บางชนิดยังมีไขมันทรานส์จากธรรมชาติตามหลอกหลอน แล้วเราในฐานะผู้บริโภคควรทำอย่างไรให้ห่างไกลไขมันทรานส์ได้? คำตอบคือ การอ่านฉลากและเลือกทานอาหารนั่นเองค่ะ

    ข้อควรระวัง

    ปริมาณไขมันทรานส์ในอาหาร หากไม่เกิน 0.5 กรัม ทางผู้ผลิตสามารถใส่ในตารางโภชนาการบนฉลากว่า เป็นไขมันทรานส์ 0% หมายความว่า ไม่ใช่ว่าอาหารที่ระบุว่า ไขมันทรานส์เป็น 0% แล้วจะแปลว่าไม่มีไขมันทรานส์อยู่เลยนะคะ

    แต่ที่น่ากังวลมากกว่านั้นคือ ไขมันทรานส์ที่อยู่ตามร้านอาหารต่างๆ ซึ่งไม่มีฉลากให้เราอ่าน แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าอะไรที่เราควรกินและอะไรที่เราไม่ควรกิน?

    เลือกกินยังไงให้ห่างไกลไขมันทรานส์ อ่านต่อ

    Computer Vision Syndrome โรคฮิตของคนทำงานติดจอ

    ในยุค Thailand 4.0 แบบนี้ คงปฏิเสธไม่ได้ว่า คอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน และแท็บเล็ตได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนในยุคปัจจุบันไปแล้ว ไม่ว่าจะเพื่อการทำงานหรือการพักผ่อน ซึ่งการใช้มือถือ แท๊บเล็ตหรือคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆติดต่อกันนั้น แน่นอนว่าย่อมส่งผลกระทบต่อสายตาและประสิทธิภาพของการมองเห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ทำงานนั่งโต๊ะที่ต้องใช้สายตาเพ่งมองไปยังหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ  อย่างพนักงานออฟฟิศ เจ้าหน้าที่ HR หรือกลุ่มผู้ทำงานกราฟฟิคดีไซน์ ทำให้คนกลุ่มนี้มักจะมีอาการปวดตา แสบตา ตามัว และบ่อยครั้งที่จะมีอาการปวดหัวร่วมด้วย ซึ่งความรุนแรงของอาการจะเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาของการใช้งาน ซึ่งการจ้องหน้าจอนานๆ ติดต่อกันเกิน 2 ชั่วโมงนั้น ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม (Computer Vision Syndrome) ได้สูง

    Computer Vision Syndrome (CVS) คืออะไร?

    Computer Vision Syndrome คือ กลุ่มของอาการทางตาและการมองเห็น ที่มีผลมาจากการใช้คอมพิวเตอร์ติดต่อกันเป็นเวลานาน เช่น ปวดตา แสบตา ตามัว และการมองเห็นภาพซ้อน ซึ่งความรุนแรงของอาการจะเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาของการใช้งาน เพราะเวลาที่เรานั่งทำงานต่างๆ โดยคอมพิวเตอร์นั้น ดวงตาของเราจะถูกใช้งานแตกต่างจากการอ่านตัวอักษรบนหน้ากระดาษ ไม่ว่าจะเป็นระยะการมองหรือมุมที่ต้องก้มขณะที่อ่าน รวมทั้งความเข้มหรือความสว่างของหน้าจอซึ่งอาจถูกปรับตั้งไว้อย่างไม่เหมาะสมในขณะใช้งาน สิ่งเหล่านี้ทำให้เราต้องใช้สายตามากกว่าปกติในขณะที่ใช้คอมพิวเตอร์และส่งผลให้เกิดความเมื่อยล้าจากการใช้งานดังกล่าวเป็นระยะเวลานานจนเกิดเป็นโรค CVS ได้ในที่สุด

    Computer_Vision_Syndrome

    สาเหตุของโรค CVS

    Computer Vision Syndrome เกิดมาจากพฤติกรรมการมองจอคอมพิวเตอร์ที่ใกล้เกินกว่าครึ่งฟุต หรือประมาณ 6 นิ้ว เป็นเวลานานๆ ทำให้กล้ามเนื้อรอบดวงตาทำงานหนักขึ้น เป็นสาเหตุให้กล้ามเนื้อตาตึงเครียด ล้าหรือบางรายมีอากรตาแห้ง แสบตา มองภาพได้ไม่ชัดเจน และโดยส่วนใหญ่มักจะมีอาการปวดศีรษะตามมาอีกด้วย นอกจากระยะการมองจอภาพแล้ว แสงสว่างหรือแสงสะท้อนจากหน้าจอก็มีผลต่อการเกิดความผิดปกติทางสายตา การนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ติดต่อกันเป็นเวลานานนั้นจะทำให้สุขภาพดวงตาเสื่อมโทรม เนื่องจากกล้ามเนื้อรอบดวงตาเกร็งตัว เมื่อมองแสงสีของภาพจากหน้าจอที่มีสีฉูดฉาด เคลื่อนที่เร็ว จะทำให้ประสาทตาเกิดการอ่อนล้า  รู้สึกปวดรอบดวงตา ปวดศีรษะ และตาแห้ง ซึ่งหากปล่อยไว้ นอกจากจะทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของดวงตาลดลงแล้ว ยังส่งผลต่อสุขภาพดวงตาในระยะยาวอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งสาเหตุของโรค Computer Vision Syndrome ในกรณีที่มีภาวะสายตาสั้น เอียง หรือยาวอยู่แล้ว แต่ไม่ได้ทำการแก้ไข การนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ มีผลทำให้ค่าสายตานั้นๆ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วอีกด้วย

     

    ใครคือกลุ่มเสี่ยง Computer Vision Syndrome มากที่สุด?

    พนักงานออฟฟิศทั่วไป นักเขียน คนทำงานด้านกราฟฟิค หรืออาชีพอื่นๆ ที่ต้องนั่งหน้าคอมพิวเตอร์เพื่อทำงานติดต่อกันเป็นเวลานานๆ เนื่องจากหลายครั้ง ภาพที่เรามองเห็นบนจอคอมพิวเตอร์ไม่เหมาะสมกับสายตา แสงน้อยไปหรือมากเกินไป และบางครั้งภาพมีความคมชัดน้อย ส่งผลให้เกิดอาการ Computer Vision Syndrome โดยอาการของโรค เริ่มจากปวดรอบดวงตา ปวดศีรษะ แสบตา ตาเริ่มพร่ามัว ตาแห้ง บางครั้งมีน้ำตาไหล มองเห็นภาพไม่ชัด ภาพซ้อน หรือบางท่านอาจมีอาการปวดบริเวณบ่า ไหล่ ร่วมด้วย ซึ่งระดับความรุนแรงของอาการอาจจะเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาที่ใช้สายตาอยู่กับหน้าจอ อาการเหล่านี้คือตัวบ่งบอกว่าคุณกำลังเข้าสู่กลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นโรค Computer Vision Syndrome แล้วล่ะค่ะ

    Computer_Vision_Syndrome1

    โรค Computer Vision Syndrome ป้องกันได้ด้วย 4 วิธี

  • ระยะและมุมตำแหน่งคอมพิวเตอร์เป็นปัจจัยหลักๆ ในการเกิด Computer Vision Syndrome ดังนั้นเราควรจัดวางระยะห่างของหน้าจอกับสายตาให้อยู่ในระยะที่เหมาะสม โดยหน้าจอคอมพิวเตอร์นั้นควรวางห่างจากสายตา 20-28 นิ้วโดยประมาณ และจัดให้จุดกึ่งกลางของหน้าจอคอมพิวเตอร์อยู่ต่ำกว่าระดับสายตา 15-20 องศาโดยประมาณ
  • การจัดแสง ทั้งแสงสว่างจากหน้าจอคอมพิวเตอร์และแสงสว่างจากบริเวณที่ทำงานให้เหมาะสม ไม่มืดหรือสว่างจนเกินไป และไม่ควรจัดวางหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้หันเข้าไปทางหน้าต่าง หรือหันหน้าจอไปทางแสงจนทำให้เกิดแสงตกกระทบที่หน้าจอคอมพิวเตอร์และสะท้อนเข้าตาผู้ใช้งาน ควรปรับตั้งค่าความเข้มของหน้าจอคอมพิวเตอร์ แบบพอประมาณหรือ 75% หากในกรณีที่ไม่สามารถเลี่ยงในส่วนของแสงได้ แนะนำให้ใช้แผ่นจอกรองแสง เป็นตัวช่วยในการลดความจ้าของแสง และเพิ่มความคมชัดให้กับหน้าจอคอมพิวเตอร์อีกด้วย
  • เมื่อต้องนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ติดต่อกันเป็นเวลานาน ควรพักสายตาจากหน้าจออย่างน้อยทุกๆ 20 นาที โดยการทอดสายตาไปมองสิ่งรอบตัวที่อยู่ในระยะ 6 เมตร เพื่อเป็นการพักสายตาจากจอคอมพิวเตอร์ อย่างน้อย 20 วินาที แล้วค่อยกลับมาทำงานต่อ
  • สำหรับพนักงานออฟฟิตที่มีภาวะสายสั้นผิดปกติอยู่แล้ว ควรใช้เลนส์ชนิดมัลติโค้ด เพื่อช่วยในการตัดแสง กรองแสงจากจอคอมพิวเตอร์ได้อีกแรง เพื่อเป็นการถนอมสายตาและความเสี่ยงการเกิดโรค Computer Vision Syndrome
  • อ่านต่อ