เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท และหลักเกณฑ์หักค่าใช้จ่าย

ผ่านปีเก่ากันไป เข้าสูjต้นปีใหม่เลยต้องกลับมาย้ำเตือนเรื่องการจ่ายภาษีอีกครั้ง สำหรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามีการคำนวณภาษีที่แตกต่างจากภาษีนิติบุคคล สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ อัพเดทล่าสุด! วิธีคํานวณภาษี พร้อมรายการลดหย่อนภาษี 2561 แบบโพสเดียวจบ! เราจะจ่ายภาษีน้อยหรือมากขึ้นอยู่กับการนำ “เงินได้สุทธิ” คูณกับอัตราภาษี หากเงินได้สุทธิน้อย ก็จะทำให้ประหยัดภาษีลงไปได้นั่นเอง และการที่จะคำนวณเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินได้สุทธิ ต้องกลับไปย้อนดูที่สิทธิลดหย่อนภาษี รวมถึงค่าใช้จ่ายซึ่งคิดจากประเภทของเงินได้ วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจเรื่องรายได้ หรือเงินได้พึงประเมินกันค่ะ

ทำไมต้องมีการแบ่งประเภทเงินได้พึงประเมิน

เหตุผลที่ต้องมีการแบ่งประเภทของเงินได้พึงประเมิน เนื่องจากการประกอบอาชีพแต่ละอาชีพ หรือช่องทางในการหารายได้ของแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ใช้ต้นทุนรวมถึงความยากง่ายแตกต่างกันออกไป เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในเรื่องการคำนวณภาษี ทำให้มีการแบ่งประเภทของเงินได้พึงประเมินนั่นเองค่ะ

เงินได้พึงประเมินมีกี่ประเภท อะไรบ้าง

เงินได้พึงประเมินแบ่งออกเป็น 8 ประเภท แต่ละประเภทมีรายละเอียด และนำมาคิดเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อหักลบและนำไปคำนวณภาษีแตกต่างกัน

เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 1

เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 1 คือเงินจากการจ้างแรงงาน อย่างเงินเดือนของเหล่าพนักงานออฟฟิศ เงินโบนัส บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าที่พัก ค่าอาหาร หรือสวัสดิการอื่นๆ ที่ได้รับจากนายจ้าง  

เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 1 นำมาหักค่าใช้จ่ายได้ 50% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 100,000 บาท

เช่น เงินได้พึงประเมิน 450,000 บาท 50% คือ 225,000 บาท แต่หักค่าใช้จ่ายได้ตามเพดานสูงสุด 100,000 บาท

เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 2

เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 2 คือ ค่าจ้างรับทำงานให้ ค่าทำงานที่ให้เป็นครั้งๆ ค่านายหน้า บำเหน็จ บำนาญ โบนัส ค่าอื่นๆ ที่ตีค่าเป็นเงินได้

เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 2 นำมาหักค่าใช้จ่ายได้ 50% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 100,000 บาท

*แต่หากคุณมีทั้งเงินได้ประเภทที่ 1 และเงินได้ประเภทที่ 2 ให้นำมาคิดรวมกัน และหักค่าใช้จ่ายได้ 50% สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท

เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 3

เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 3 คือค่าแห่งกู๊ดวิล (ค่าความนิยม) ค่าลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญา เช่นเงินได้จากงานเพลง งานเขียน ค่าสูตรลับอาหาร เป็นต้น

เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 3 หักค่าใช้จ่ายได้ 50% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 100,000 บาท

*นอกจากนี้เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 3 ยังรวมถึงเงินได้รายปี ที่ได้รับจากพินัยกรรม นิติกรรม หรือจากการพิพากษาของศาลด้วย แต่ไม่สามารถนำมาคิดรวมเพื่อหักค่าใช้จ่ายได้

เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 4

เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 4 คือ ดอกเบี้ย เช่น ดอกเบี้ยจากพันธบัตร ดอกเบี้ยเงินฝาก รวมถึงเงินปันผล จากการปันผลกำไร ประโยชน์อื่นใดที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เงินโบนัสที่ได้จากการเป็นผู้ถือหุ้น ผลประโยชน์ที่ได้จากการโอนหุ้น เป็นต้น

เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 4 ไม่สามารถนำมาหักค่าใช้จ่ายได้*

เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 5

เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 5 คือ เงินหรือประโยชน์ที่ได้จากการให้เช่าทรัพย์สิน การผิดสัญญาเช่าซื้อทรัพย์สิน การผิดสัญญาซื้อขายเงินผ่อน

เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 5 นำมาหักค่าใช้จ่ายได้ดังนี้

-เงินค่าเช่าบ้าน อาคาร สิ่งก่อสร้าง แพ หักค่าใช้จ่ายได้ 30% ของเงินได้หรือหักตามจริง

-เงินค่าเช่ายานพาหนะ หักค่าใช้จ่ายได้ 30% ของเงินได้หรือหักตามจริง

-เงินค่าเช่าที่ดินที่ใช้ในการทำการเกษตร หักค่าใช้จ่ายได้ 20% ของเงินได้หรือหักตามจริง

-เงินค่าเช่าที่ดินที่ไม่ใช่เพื่อการทำการเกษตร หักค่าใช้จ่ายได้ 15% ของเงินได้หรือหักตามจริง

-เงินค่าเช่าทรัพย์สินอื่นๆ หักค่าใช้จ่ายได้ 10% ของเงินได้หรือหักตามจริง

-เงินจากการผิดสัญญาเช่าซื้อ สัญญาซื้อขายเงินผ่อน หักค่าใช้จ่ายได้ 20% ของเงินได้หรือหักตามจริง

*หากเลือกวิธีหักตามจริง (ต้องมีหลักฐานค่าใช้จ่าย)

เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 6

เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 6 คือ ค่าวิชาชีพอิสระ ซึ่งประกอบไปด้วย 6 อาชีพเท่านั้น และหักค่าใช้จ่ายตามจริงหรือแบบเหมาในอัตราแตกต่างกัน ดังนี้

-การประกอบโรคศิลปะ หักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60% ของรายได้หรือหักตามจริง

-กฎหมาย วิศวกรรม สถาปัตยกรรม บัญชี ประณีตศิลปกรรม หักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 30% ของรายได้หรือหักตามจริง

เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 6 จะมีลักษณะคล้ายกับเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 2 แต่ความแตกต่างคือ จะต้องเป็น 6 อาชีพที่ระบุไว้ รวมถึงเป็นการทำงานที่ได้เงินตามความมากน้อยของเคสงาน ความยากของงาน โดยไม่ได้ทำงานในฐานะลูกจ้าง หรือลูกน้อง

เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 7

เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 7 คือ เงินที่ได้จากการรับเหมา ซึ่งรวมทั้งค่าแรงและค่าของด้วย อย่างเช่น ค่ารับเหมาก่อสร้าง ค่ารับเหมาทำสินค้าที่นอกเหนือจากที่ทำอยู่แล้วปกติ หรือทำตามแบบที่ลูกค้าต้องการเป็นพิเศษ

เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 7 สามารถนำมาหักค่าใช้จ่ายได้ 60% ของเงินได้ หรือหักตามค่าใช้จ่ายจริง ซึ่งต้องมีหลักฐานแนบ ทั้งนี้หากเป็นการรับเหมาทำงานเพียงอย่างเดียวโดยไม่รวมค่าของ จะไม่นับเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 7

เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8

เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 คือ เงินได้อื่นๆ ที่ไม่เข้าข่ายเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 1-7 ซึ่งก็คือเงินได้จากธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่ง เช่น กำไรจากการขายกองทุนรวม RMF, LTF การขายอสังหาริมทรัพย์ เงินได้จากการเป็นนักแสดงสาธารณะ เงินได้จากการเปิดร้านอาหาร เงินจากการทำงานในอุตสาหกรรมบางอย่างเช่น ฟอกหนัง ย่อยหิน การทำน้ำตาล เป็นต้น

เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 สามารถนำมาหักค่าใช้จ่ายได้ตั้งแต่ 40%-60% ของเงินได้ ขึ้นอยู่กับประเภทของเงินได้ หรือหักค่าใช้จ่ายตามจริง อ่านเพิ่มเติม http://www.rd.go.th/publish/5937.0.html

หวังว่าทุกคนคงได้ความรู้ในส่วนของเงินได้พึงประเมิน 8 ประเภทกันไปแล้ว ยังไงฤดูเสียภาษีปีนี้ก็อย่าลืมไปเสียภาษีให้ถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งผู้มีหน้าที่เสียภาษีมือใหม่และมือเก่าทุกคน

บทความที่เกี่ยวข้อง

อัพเดทล่าสุด! วิธีคํานวณภาษี พร้อมรายการลดหย่อนภาษี 2561 แบบโพสเดียวจบ!

รายการลดหย่อนภาษีปี 2561 กลุ่มที่1: ค่าลดหย่อนภาษีส่วนตัวและครอบครัว

รายการลดหย่อนภาษีปี 2561 กลุ่มที่2: ค่าลดหย่อนภาษีเบี้ยประกัน

รายการลดหย่อนภาษีปี 2561 กลุ่มที่3: ค่าลดหย่อนภาษีการลงทุน

รายการลดหย่อนภาษีปี 2561 กลุ่มที่4: ลดหย่อนภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

รายการลดหย่อนภาษีปี 2561 กลุ่มที่5: ลดหย่อนภาษีจากการบริจาค

ที่มา: greedisgoods.com/ itax.in.th/ thaipublica.org/