ช่วงต้นปีแบบนี้ ผู้มีรายได้ทั้งหลายคงกำลัง(แอบ)คิดถึงเรื่องการเสียภาษีกันอยู่ใช่ไหมเอ่ย การเสียภาษี เป็นหน้าที่ของประชาชนผู้มีรายได้ที่ต้องจ่ายให้กับภาครัฐตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อภาครัฐจะได้นำเงินในส่วนนี้ไปทำประโยชน์และพัฒนาประเทศต่อไปนั่นเอง ส่วนใครที่จงใจเลี่ยงการเสียภาษีหรือแจ้งข้อมูลเท็จเพื่อให้จ่ายภาษีน้อยลง มีโทษตามกฎหมายทั้งจำทั้งปรับขึ้นอยู่กับแต่ละกรณี ทางที่ดีทำให้ถูกต้องตามกฎหมายตั้งแต่แรกดีกว่าโนะ

“รายได้” คืออะไรในทางภาษี

รายได้ หรือ เงินได้ คือ รายรับที่เราได้รับจากการทำงาน จากปล่อยเช่าอสังหาฯ จากการลงทุน และอื่นๆ ตลอดทั้งปีภาษี และเป็นเงินที่กฏหมายบังคับให้เราต้องนำมาประเมินเพื่อเสียภาษี ซึ่งเรียกว่าเงินได้พึงประเมิน มีทั้งหมด 8 ประเภทด้วยกัน เมื่อเรามีรายได้แล้ว ก็ต้องไปดูต่อที่ค่าใช้จ่าย

“ค่าใช้จ่าย” สำหรับบุคคลธรรมดา ต้องคิดจากอะไร

ค่าใช้จ่ายตลอดปีภาษีจะคิดจากอะไรดี ในเมื่อไม่ได้เก็บเอกสารไว้ทั้งหมด ค่าใช้จ่ายหรือรายจ่ายในทางภาษี เราต้องไปเริ่มต้นจากการดูที่รายรับหรือเงินได้ทั้งปีภาษี ว่าเราได้จากอะไรและได้จากทางไหนบ้าง เพราะทางกรมสรรพากรให้คิดค่าใช้จ่ายที่จะนำมาลบออกจากรายได้ ตามแต่ประเภทของรายได้ที่เราได้รับ รายได้ในที่นี้ เรียกว่า ‘เงินได้พึงประเมิน’ ถูกแบ่งออกไปทั้งหมด 8 ประเภทดังนี้

  • ประเภทที่ 1 รายได้จากเงินเดือน และประเภทที่ 2 ค่าจ้าง ค่าตำแหน่ง สองส่วนนี้บวกกัน นำไปหักเงินได้สุทธิ ได้ถึง 50% แต่รวมกันไม่เกิน 100,000 บาท
  • ประเภทที่ 3 ลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญหา (ค่าแห่ง Goodwill) สามารถนำมาเป็นรายจ่ายได้ 50% ของรายได้ แต่สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท
  • ประเภทที่ 4 ดอกเบี้ย เงินปันผล ดอกเบี้ยเงินฝากต่างๆ ไม่สามารถคิดค่าใช้จ่ายเพื่อนำมาหักลบได้
  • ประเภทที่ 5 ค่าเช่าทรัพย์สิน เงินจากการผิดสัญญาเช่า เงินจากการผิดสัญญาซื้อขายเงินผ่อน นำมาคิดเป็นรายจ่ายได้ 10-30% ของรายได้ประเภทนี้ ขึ้นอยู่กับประเภทของสินทรัพย์
  • ประเภทที่ 6 เงินได้วิชาชีพอิสระ (ตามที่กำหนด) เงินได้จากการประกอบอาชีพอิสระตามที่กำหนด นำมาคิดเป็นรายจ่ายได้ 30-60% ของรายได้ ขึ้นอยู่กับอาชีพนั่นๆ
  • ประเภทที่ 7 รับเหมา ทั้งแรงงานและค่าของ เช่นรายได้จากการรับเหมาก่อสร้าง สามารถนำมาคิดรายจ่ายได้ถึง 60% ของรายได้ประเภทนี้
  • ประเภทที่ 8 เงินได้ประเภทอื่นๆ เป็นรายได้ที่ไม่เข้าข่ายรายได้ประเภทที่ 1-7 โดยสามารถหักรายจ่ายได้ตามจริง แต่หากมีรายรับจาก รายได้ 43 ประเภท สามารถหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา (60% ของรายได้)

อ่านเพิ่มเติม : เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท และหลักเกณฑ์หักค่าใช้จ่าย

**สำหรับผู้สูงอายุ (ุ65 ปีบริบูรณ์ในปีที่ยื่นภาษี) และคนพิการ (ที่ถือบัตรประจำตัวคนพิการ) ที่มีรายได้และต้องยื่นภาษี สามารถใช้สิทธิประโยชน์หักค่าใช้จ่ายได้ 190,000 บาท จากรายได้ประเภทใดก็ได้ที่ได้รับในปีภาษีนั้นๆ**

สิทธิลดหย่อนภาษี สำหรับบุคคลธรรมดามีอะไรบ้าง?

ก่อนจะไปดูรายการสิทธิลดหย่อนภาษี ต้องบอกก่อนว่า ค่าลดหย่อนภาษี 10,000 บาท ไม่ได้แปลว่าจะลดภาษีที่ต้องจ่ายได้ 10,000 บาท นะคะ เพราะค่าลดหย่อนตรงนี้จะเป็นตัวไปลบกับเงินได้พึงประเมินให้น้อยลง เพื่อเวลาเอาไปคูณอัตราภาษีจะได้ประหยัดกว่านั่นเอง

เข้าสู่สิ่งที่ทุกคนอยากรู้กันเลย ปีนี้จะมีรายการอะไรบ้างที่สามารถนำมาเป็นค่าลดหย่อนภาษี และลดหย่อนได้รายการละกี่บาท

รายการที่สามารถนำมาลดหย่อนภาษี มีทั้งหมด 5 กลุ่ม ได้แก่

กลุ่มที่ 1 ค่าลดหย่อนภาษีส่วนตัวและครอบครัว

  • ค่าลดหย่อนภาษีส่วนตัว : ลดหย่อนได้ 60,000 บาท ทันที ที่ยื่นแบบภาษีแสดงรายได้
  • ค่าลดหย่อนภาษีคู่สมรส : ลดหย่อนได้ 60,000 บาท แต่ต้องเป็นคู่สมรสที่มีการจดทะเบียนสมรส และคู่สมรสของผู้ยื่นภาษีไม่มีรายได้ หรือมีรายได้แต่เลือกคำนวณและยื่นภาษีร่วมกัน
  • ค่าลดหย่อนภาษีบุตร : ลดหย่อนได้ 30,000 บาท ต่อบุตร 1 คน
  • ค่าลดหย่อนภาษีการฝากครรภ์และคลอดบุตร : ลดหย่อนได้ไม่เกินปีละ 60,000 บาท 
  • ค่าลดหย่อนภาษีอุปการะบิดามารดา : ลดหย่อนได้สูงสุดคนละ 30,000 บาท (บิดา และ มารดา มีอายุ 60 ปี ขึ้นไป) สูงสุดไม่เกิน 4 คน หากมีคนในครอบครัว เช่น พี่ หรือ น้องของเรา ใช่สิทธิ์ลดหย่อนนี้ไปแล้ว เราจะไม่สามารถใช้ซ้ำได้
  • ค่าลดหย่อนภาษีอุปการะคนพิการหรือคนทุพพลภาพ : ลดหย่อนได้ 60,000 บาท ต่อคน ซึ่งผู้พิการต้องมีบัตรประจำตัว และต้องมีชื่อผู้ดูแลระบุอยู่ ส่วนคนทุพพลภาพ ต้องมีสถานะทุพพลภาพไม่ต่ำกว่า 180 วัน ในปีที่ยื่นภาษี

กลุ่มที่ 2 ค่าลดหย่อนภาษีกลุ่มเงินประกัน เงินออม และการลงทุน

  • ประกันสังคม : ลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 5,100 บาท
  • ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ : ลดหย่อนรวมกันได้ไม่เกิน 100,000 บาท
  • ประกันสุขภาพบิดามารดา : ลดหย่อนได้ไม่เกิน 15,000 บาท  
  • ประกันชีวิตแบบบำนาญ : ลดหย่อนได้ไม่เกิน 15% ของเงินได้ และต้องไม่เกิน 200,000 บาทต่อปี และต้องมีระยะเวลาคุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป
  • เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD), กองทุนบำเหน็ญบำนาญราชการ และกองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน : ลดหย่อนได้ 15% ของเงินได้ที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 500,000 บาท
  • กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) : ลดหย่อนได้ 30% ของเงินได้ หรือไม่เกิน 200,000 บาท ต่อปี
  • กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) : ลดหย่อนได้ไม่เกิน 13,200 บาท
  • กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ RMF : ลดหย่อนได้ไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมิน แต่ต้องไม่เกิน 500,000 บาท

กลุ่มที่ 3 ค่าลดหย่อนภาษีด้านอสังหาริมทรัพย์

  • ดอกเบี้ยกู้ยืมค่าที่อยู่อาศัย : ดอกเบี้ยที่จ่ายจากการกู้เงินซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียม สามารถลดหย่อนได้ไม่เกิน 100,000 บาท ตามที่จ่ายจริง

กลุ่มที่ 4 ค่าลดหย่อนภาษีเงินบริจาค

  • เงินบริจาคทั่วไป : ลดหย่อนภาษีได้ 10% ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ต้องเป็นการบริจาคเพื่อสาธารณกุศล วัด มูลนิธิ สมาคม สถานสงเคราะห์
  • เงินบริจาคเพื่อสนับสนุนการศึกษา / สถานพยาบาลของรัฐ / สนับสนุนการกีฬา / พัฒนาสังคม : ลดหย่อนได้ 2 เท่า ตามที่จ่ายจริง แต่ต้องไม่เกิน 10% ของรายได้พึงประเมินหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่นๆ
  • เงินบริจาคพรรคการเมือง : ลดหย่อนได้ไม่เกิน 10,000 บาท ตามจำนวนที่จริง

วิธีคำนวณภาษีสำหรับบุคคลธรรมดา

หลักการการคิดภาษีบุคคลธรรมดา สามารถคิดคำนวณได้ 2 วิธี คือ แบบคำนวณภาษีเงินได้พึงประเมิน ซึ่งใช้กับผู้มีรายได้ประเภทที่ 2-8 (ม.40(2)-(8)) และคำนวณภาษีเงินได้สุทธิแบบขั้นบันได

วันนี้เราจะมาพูดถึงการคำนวณภาษีเงินได้สุทธิแบบขั้นบันได ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้กันส่วนใหญ่ วิธีการ คือ

เมื่อได้ก้อน เงินได้สุทธิ (เงินได้สุทธิรายได้ทั้งปี-รายจ่าย(ตามประเภทของรายรับ)-ค่าลดหย่อน)นำมาคูณกับอัตราภาษี จึงจะได้ภาษีที่ต้องจ่ายให้กรมสรรพากร

ตัวอย่างเช่น สมมุตินาย ก. เป็นพนักงานบริษัท มีรายได้จากเงินเดือนอย่างเดียว ซึ่งนาย ก. ได้รับเงินเดือนเดือนละ 32,000 บาท คิดเป็น 32,000 x 12 เดือน = 384,000 บาทต่อปี

นำมาหักลบค่าใช้จ่าย : นำรายได้ทั้งปี – ค่าใช้จ่าย ซึ่งค่าใช้จ่ายคิดจากประเภทเงินได้พึงประเมิน (ในที่นี้คือรายได้ประเภทที่ 1)

> 384,000 – 100,000 = 284,000 บาท

ลบค่าลดหย่อนภาษี : นำ 284,000 บาท หักด้วยค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท และค่ากองทุนประกันสังคม 9,000 บาท

> 284,000 – 60,000 – 9,000 = 215,000 บาท

ดังนั้น 215,000 บาท คือเงินได้สุทธิที่ต้องนำคิดภาษี

อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

  • เงินได้สุทธิต่อปี 0-150,000 บาท ได้รับการยกเว้นภาษี
  • เงินได้สุทธิต่อปี 150,001-300,000 บาท อัตราภาษีเงินได้ 5%
  • เงินได้สุทธิต่อปี 300,001-500,000 บาท อัตราภาษีเงินได้ 10%
  • เงินได้สุทธิต่อปี 500,001-750,000 บาท อัตราภาษีเงินได้ 15%
  • เงินได้สุทธิต่อปี 750,001-1,000,000 บาท อัตราภาษีเงินได้ 20%
  • เงินได้สุทธิต่อปี 1,000,001-2,000,000 บาท อัตราภาษีเงินได้ 25%
  • เงินได้สุทธิต่อปี 2,000,001-5,000,000 บาท อัตราภาษีเงินได้ 30%
  • เงินได้สุทธิต่อปี 5,000,001 บาทขึ้นไป อัตราภาษีเงินได้ 35%
หากเรามีเงินได้สุทธิน้อย เมื่อนำไปคูณกับอัตราภาษีก็จะทำให้เราประหยัดภาษีลงนั่นเอง

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ปี 2564 ยื่นอย่างไร ยื่นที่ไหน ยื่นเมื่อไหร่?

การยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (แบบ ภ.ง.ด. 90, แบบ ภ.ง.ด. 91 และ แบบ ภ.ง.ด. 95) สามารถยื่นภาษีได้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 8 เมษายน 2565 ซึ่งสามารถยื่นภาษีได้ทาง 3 ช่องทาง ได้แก่

  • ยื่นภาษีด้วยตัวเองที่กรมสรรพากร (ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2565)
  • ยื่นภาษีออนไลน์ ผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/ (1 มกราคม – 8 เมษายน 2565)
  • ยื่นภาษีผ่านแอปพลิเคชั่น RD Smart Tax

เอกสารที่ต้องเตรียมสำหรับการยื่นภาษีปี 2564

ใครที่มีรายได้เยอะก็จะต้องเสียภาษีเยอะตามไปด้วย แต่จะเสียภาษีให้น้อยลงหรือประหยัดภาษีได้ ก็ต้องมีค่าลดหย่อนภาษีเยอะๆ โดยกลับไปดูว่าตัวเองมีค่าลดหย่อนอะไรบ้างที่สามารถใช้สิทธิได้ หรือหากอยากลงทุนในหุ้น ลองหันมาซื้อพวกกองทุน LTF หรือ RMF เพื่อจะได้สิทธิลดหย่อนภาษีและได้ลงทุนไปด้วย แต่ก็อย่าลืมถามความต้องการของตัวเอง และเงินในกระเป๋าก่อนลงทุนหรือนำไปหาวิธีลดหย่อนอื่นๆ เสมอนะคะ เข้าใจเรื่องการคำนวณภาษีกันไปแล้ว ลองนำไปคำนวณกันดูคร่าวๆ ก่อนยื่นภาษีในปีนี้นะคะ จะได้วางแผนการเสียภาษีได้ทัน

บทความแนะนำ!