3 คำถามที่ต้องตอบให้ได้ ก่อนเริ่มขายของออนไลน์

ปฏิเสธไม่ได้ว่ารูปแบบการทำธุรกิจในปัจจุบันได้เปลี่ยนมาอยู่ในรูปแบบของ “การขายของออนไลน์” มากขึ้นเรื่อยๆ ไม่เพียงแต่ธุรกิจขนาดใหญ่เท่านั้นที่สามารถผันตัวมาประกอบกิจการบนโลกออนไลน์ได้ แต่ยังรวมไปถึงผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลางอีกด้วย ด้วยปัจจัยหลายๆ ด้านที่เอื้อต่อการขายของออนไลน์ รวมไปถึงการพัฒนาและขยายตัวของกระบวนการการสื่อสารทั่วโลกที่มากขึ้น และเข้าถึงได้อย่างสะดวก ทำให้การแข่งขันในการขายของออนไลน์ดุเดือนขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน ดังนั้นหากคุณกำลังจะหันมาขายของออนไลน์ ตอบ 3 คำถามนี้ให้ได้ก่อน เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมลงสนามจริง นั่นก็คือ ขายอะไร ขายที่ไหนและจ่ายเงินอย่างไร รวมถึงการเก็บ แพ็ค ส่งสินค้าอย่างไร

คำถามที่ 1…ขายอะไร?  

ก่อนจะขายของออนไลน์ เราต้องศึกษาตลาดและตัดสินใจเลือกสินค้าที่จะขายให้ได้ก่อน และทำความเข้าใจรวมถึงศึกษาแหล่งรับสินค้ามาขาย ซึ่งมีด้วยกันหลากหลายวิธี

  • สินค้าที่ออกแบบและผลิตเอง: หากเราสามารถออกแบบและผลิตสินค้าเองได้ ก็สามารถนำสินค้าตรงนี้มาขายของออนไลน์ได้เลย สิ่งที่เราต้องคิดต่อคือเรื่องของราคาการจัดส่งที่แปรผันตามขนาดและน้ำหนักของสินค้า คุณสามารถเลือกออกแบบใหม่ให้สามารถลดต้นทุนจุดนี้ได้ โดยไม่กระทบกับคุณภาพสินค้า
  • สินค้าสั่งผลิตตามแบบของเรา: เพียงติดต่อกับทางโรงงานผู้ผลิตที่รับทำสินค้านั้นๆ ตามดีไซน์และรูปแบบที่เราต้องการ อาจเป็นการพัฒนาสินค้าที่มีอยู่เดิมให้ดีขึ้นก็ได้
  • ซื้อเหมามาขายปลีก: ร้านค้าปลีกส่วนใหญ่นิยมใช้วิธีนี้ในการหาสินค้ามาขายบนร้านค้าของตัวเอง อาจจะได้กำไรต่อชิ้นน้อยกว่าสินค้าที่ผลิตเอง แต่ไม่มีค่าใช้จ่ายในการลงทุน เช่น เครื่องจักร หรือวัสดุในการผลิต รวมถึงสามารถหมุนเวียนสินค้าได้ง่ายกว่า
  • สั่งผลิตภายใต้แบรนด์ตัวเอง: สำหรับใครที่อยากมีแบรนด์สินค้าเป็นของตัวเอง แต่ยังไม่มีเงินทุนในการผลิตใหม่ทั้งหมด สามารถสั่งผลิตสินค้าจากโรงงาน และติดแบรนด์ตัวเองได้ เป็นที่นิยมสำหรับสินค้ากลุ่มเสื้อผ้า เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์สุขภาพ
  • สินค้า Drop Ship: การขายของออนไลน์ประเภทนี้ใช้ต้นทุนค่อนข้างต่ำ เนื่องจากเราไม่จำเป็นต้องซื้อของมาสต็อกไว้ ลักษณะเหมือนตัวแทนขายสินค้าประเภทไม่สต็อกสินค้า เมื่อมีการสั่งซื้อ ผู้ผลิตจะส่งสินค้าให้ลูกค้าโดยตรง แต่เราจะรายได้จะน้อยกว่าการสต็อกของเอง
  • สินค้าตาม Order: สินค้าประเภทนี้จะผลิตก็ต่อเมื่อมีการสั่งซื้อเกิดขึ้น ซึ่งเป็นการผลิตตามความต้องการ หรือตามดีไซน์ของลูกค้า เช่น แก้วกาแฟ เสื้อยืด เครื่องประดับ ปลอกหมอน ฯลฯ
  • สินค้าดิจิทัล: อีกหนึ่งประเภทสินค้าที่เหมาะกับการขายของออนไลน์ ซึ่งลูกค้าสามารถดาวน์โหลดจากหน้าเว็บไซต์ได้เลย ไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายในส่วนของการจัดส่ง เช่น รูปภาพ เพลง วีดีโอ เป็นต้น

จะเห็นได้ว่าสินค้าที่เราจะนำมาขายของออนไลน์มีด้วยกันหลายที่มา ขึ้นอยู่กับความต้องการและเงินลงทุนของเราเอง หากเงินลงทุนไม่มากนัก อาจเริ่มขายของออนไลน์โดยวิธี Drop ship อยากมีแบรนด์ของตัวเอง แต่ยังผลิตเองไม่ได้ ก็สั่งซื้อแล้วติดแบรนด์ตัวเองลงไป หากมีเงินทุนมากหน่อย อาจลองเป็นการซื้อเหมามาขายปลีกก็ได้ แต่ก่อนที่เราจะตัดสินใจขายสินค้าประเภทไหน ควรศึกษาเทรนด์สินค้านั้นๆ ในท้องตลาดก่อนเสมอ

คำถามที่ 2…ขายที่ไหนจ่ายเงินอย่างไร?

ส่วนต่อมาถูกแบ่งเป็น 2 คำถาม ส่วนแรกคือ ขายที่ไหนดี เพราะแพลตฟอร์มและรูปแบบการขายของออนไลน์ก็มีด้วยกันหลายช่องทาง การขายของออนไลน์ในปัจจุบันให้ประสบความสำเร็จควรทำการขายแบบ Multichannel หรือหลายช่องทาง เพื่อช่วงชิงความสนใจจากกลุ่มลูกค้าที่มีแนวโน้มจะซื้อสินค้าของเราให้ได้มากที่สุด ตัวอย่างช่องทางการขายดังนี้

  • สร้างเว็บไซต์ของตัวเอง: การสร้างเว็บไซต์เป็นของตัวเอง อาจจะมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงหากไม่สามารถทำเองได้ และการดูแลในส่วนต่างๆ ที่ยุ่งยากหน่อย โดยเฉพาะเรื่องของ Security ของข้อมูลที่อาจส่งผลกระทบร้ายแรงได้   
  • เว็บไซต์ Marketplace ทั่วไป: เว็บไซต์ที่ทำให้เราขายของออนไลน์ได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องสร้างเว็บไซต์ของตัวเอง ในเว็บไซต์ดังกล่าวจะมีเครื่องมือ และฟีเจอร์ต่างๆ ที่อำนวยความสะดวกให้กับเราและลูกค้าเข้าใช้งาน เช่น Shopee, Lazada, Alibaba หรือ Amazon
  • เว็บไซต์ Marketplace เฉพาะกลุ่มสินค้า: คล้ายกับเว็บไซต์ Marketplace ทั่วไป ที่แตกต่างคือ เป็นการขายสินค้าเฉพาะกลุ่ม เช่น Etsy.com ที่เน้นขายสินค้ากลุ่มงานฝีมือ งานศิลปะ เป็นต้น  
  • เว็บไซต์ Blog ที่ขายสินค้าได้: การสร้างเว็บไซต์ Ecommerce ของตัวเองผ่าน website blog ต่างๆ เช่น WordPress ซึ่งเราสามารถเลือกปรับแต่งรูปแบบ website ของตัวเองได้ตามต้องการ
  • ขายบนโซเชียว: เป็นช่องทางที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว ปัจจุบันแต่ละช่องทางบนโซเชียว มีฟีเจอร์ที่ให้เราสามารถขายของออนไลน์ได้ง่ายขึ้น เช่น Facebook shop, โพสต์บน intsagram ที่ซื้อของได้ หรือการขายผ่าน Pinterest เป็นต้น
  • ขายผ่าน Mobile App: วิธีนี้คือการสร้างแอพพลิเคชั่นเพื่อขายสินค้า ผู้ขายของออนไลน์รายเล็ก ไม่นิยมใช้วิธีนี้ เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายและวิธีในการทำที่ต้องใช้ความสามารถเฉพาะทาง แต่หากเรามีร้านค้าบน Maketplace ลูกค้าก็สามารถเข้าถึงร้านเราได้จากแอพพลิเคชั่นบน Marketplace
  • ขายผ่าน Email: เป็นรูปแบบของการส่งอีเมล์ไปยังลูกค้าที่เรามีข้อมูลอยู่ อาจเป็นการนำเสนอโปรโมชั่นต่างๆ และมีปุ่มกดสั่งซื้อผ่านอีเมล์นั้นๆ ได้เลย
  • ขายบนเว็บไซต์ประมูล: ขายสินค้าบนเว็บไซต์การประมูล เช่น eBay ซึ่งครอบคลุมผู้ซื้อและผู้ขายของออนไลน์ทั่วโลก สามารถกำหนดกลุ่มความสนใจผู้ซื้อได้

จะเห็นได้ว่าการขายของออนไลน์แต่ก่อน เราสร้างเว็บไซต์ขึ้นมาเพื่อให้ลูกค้าเข้ามาซื้อของเพียงทางเดียว แต่ปัจจุบันผู้ขายของออนไลน์ควรใช้ช่องทางหลายช่องทางบนออนไลน์เพื่อขายสินค้า ทำให้มีโอกาสในการเกิดการขายมากขึ้นตามไปด้วย เหมือนที่ Watson กล่าวไว้ว่า ผู้ขายของออนไลน์ต้องเข้าใจว่า การขายสินค้าและการทำการตลาดจะถูกรวมอยู่ในโลกออนไลน์เดียวกัน

ส่วนที่สอง คือจ่ายเงินอย่างไร ข้อนี้ยังคงเป็นปัญหาสำหรับผู้ขายของออนไลน์ในประเทศไทย เพราะกระบวนการการจ่ายเงินเมื่อซื้อสินค้าออนไลน์ยังไม่สะดวกมากเท่าที่ควร ทั้งๆ ที่กระบวนการส่วนนี้เป็นขั้นตอนสำคัญในการขายของ ดังนั้นผู้ที่ต้องการขายของออนไลน์ควรพิจารณาส่วนนี้ให้มาก พยายามหาวิธีในการชำระค่าสินค้าให้หลากหลาย เพื่อความสะดวกสบายและปลอดภัยให้กลับลูกค้า ไม่ว่าจะจ่ายแบบโอนเงิน จ่ายด้วยบัตรเครดิต บัตรเดบิต แม้แต่ Cash on delivery หรือชำระเงินปลายทาง ก็สามารถพิจารณาให้เข้ากับตัวเอง ใครแก้ปัญหาข้อนี้ได้มากและเร็วที่สุด สามารถนำหน้าคู่แข่งได้เลยทีเดียว

คำถามที่ 3…เก็บ แพ็ค ส่งสินค้าอย่างไร?

ส่วนสุดท้ายที่คนขายของออนไลน์ต้องมีการจัดการที่ดีคือ การเก็บ แพ็ค และส่งสินค้าให้ถึงมือลูกค้า หรือที่เรียกว่า Fulfillment  เพราะจะต้องมีการจัดการที่ดีและมีระบบ โดยที่สต็อกของต้องไม่ขาด แพ็คสินค้าอย่างดี และส่งสินค้าในราคาถูกและเร็ว หากเกิดปัญหากับกระบวนการต่างๆ เหล่านี้ จะทำให้ภาพลักษณ์ธุรกิจของคุณสั่นคลอน และแข่งกับเจ้าอื่นได้ยากขึ้น กระบวนการ fulfillment มีให้เลือกนำมาปรับใช้อยู่ 4 แบบหลักๆ

  • In-house fulfillment: เป็นการเก็บ แพ็คและจัดส่งสินค้าด้วยตัวเอง ผู้ขายของออนไลน์อาจใช้บริการจัดส่งเอกชนได้ วิธีนี้เหมาะกับผู้ขายของออนไลน์รายเล็ก เนื่องจากต้นทุนต่ำที่สุด นอกจากนี้ระหว่างการดำเนินการก็จะได้ศึกษาและเข้าใจปัญหาเรื่องนี้อย่างถ่องแท้ เพื่อนำไปพัฒนาต่อยอดได้
  • Outsource fulfillment: การใช้บริการ Fulfillment จาก Outsource เป็นที่นิยมของผู้ขายของออนไลน์ที่ประสบความสำเร็จจำนวนมาก เพราะทำให้สามารถโฟกัสกับการทำธุรกิจ และการเลือกแหล่งสินค้ามากขึ้น รวมทั้งค่าใช้จ่ายถูกกว่าการจ้างแรงงานในส่วนของคลังสินค้าด้วยตัวเอง และง่ายต่อการเพิ่มหรือลดปริมาณให้สอดคล้องกับยอดขาย
  • Drop-ship fulfillment: วิธีการนี้จะสอดคล้องกับวิธีการขายสินค้าแบบ Drop-ship ผู้ผลิตจะทำการเก็บ แพ็ค และจัดส่งสินค้าให้ลูกค้าโดยตรง เราไม่จำเป็นต้องเก็บ แพ็ค ส่งของเอง วิธีนี้เราจะได้รายได้น้อยหน่อย แต่ไม่ต้องลงทุนมาก
  • Fulfillment แบบผสม: เป็นการใช้วิธี Fulfillment ที่ผสมผสาน 3 แบบแรกเอาไว้ เช่น ปกติใช้บริการ Fulfillment ที่เป็น outsource หากต้องการขยายธุรกิจ ก็เลือก Drop-Ship เป็นวิธีเสริมเพิ่มรายได้โดยไม่ต้องลงทุนมาก

สำหรับการขายของออนไลน์ การเก็บ แพ็ค ส่งสินค้า เป็นส่วนที่ต้องใช้ทุนสูงเช่นกัน และไม่ควรใช้เวลานานไปกับส่วนนี้ เพื่อให้เรามีเวลาในการโฟกัสอยู่กับการทำธุรกิจด้วย ดังนั้นควรเลือกวิธีที่เหมาะกับตนเองที่สุด

ทั้งหมดนี้เป็น 3 คำถามหลักๆ ที่คนขายของออนไลน์ต้องตอบให้ได้ ว่าจะทำอย่างไรกับแต่ละขั้นตอนก่อนการเริ่มขายของออนไลน์ เพราะการขายของออนไลน์เริ่มต้นไม่ยากนัก แต่จะแข่งขันเพื่อให้อยู่รอด ก็ต้องมาพร้อมกับการจัดการที่ดี และการตัดสินใจที่ถูกต้องด้วยค่ะ

ข้อมูลจาก: fitsmallbusiness.com