คัมภีร์สำหรับพ่อค้าแม่ค้ามือใหม่ ที่ไม่รู้จะขายของออนไลน์ที่ไหนดี

หลังจากที่โลกก้าวเข้าสู่ยุคดิจิตอล ตลาดการค้าออนไลน์หรือ E-commerce ก็ถือกำเนิดขึ้น E-commerce เป็นการดำเนินธุรกิจผ่านเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ อย่างสมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ หรือแล็ปท็อป ด้วยพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป หันมาใช้เวลาอยู่กับสื่ออิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น ทำให้ธุรกิจ E-commerce เติบโตและพัฒนาขึ้นแบบก้าวกระโดด พ่อค้าแม่ค้าหลายรายทั้งเจ้าเก่าและมือใหม่ต่างหาช่องทางที่จะพาร้านค้าของตัวเองเข้าสู่ระบบการค้าอิเล็กทรอนิกส์นี้ ส่งผลให้มีแพลตฟอร์มการค้าใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย เพื่อเป็นพื้นที่ให้เหล่าเจ้าของธุรกิจสามารถเปิดร้านขายของออนไลน์ของตัวเองได้ แต่แพลตฟอร์มการค้าแต่ละแบบก็มีข้อดีข้อเสียและความเหมาะสมกับธุรกิจแตกต่างกันออกไป สำหรับแม่ค้าพ่อค้าออนไลน์คนไหนที่ยังไม่รู้จะเริ่มต้นขายของออนไลน์ที่ไหนดี วันนี้ OfficeMate มีข้อมูลของแพลตฟอร์มแต่ละประเภทมาฝากกันค่ะ

เจ้าของธุรกิจมือใหม่ ลองเริ่มขายของออนไลน์บน Social Media

Social Media แพลตฟอร์มยอดนิยมสำหรับการขายของออนไลน์ เนื่องจากเป็นช่องทางที่เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ง่ายและแทบไม่ต้องใช้งบประมาณในการเปิดหน้าร้าน สำหรับผู้เริ่มต้นที่อยากทำธุรกิจออนไลน์ อาจลองเริ่มจากการเปิดหน้าร้านบนสื่อโซเชียลอย่าง Facebook, Twitter หรือ Instagram หาฐานลูกค้าก่อนที่จะขยับขยายธุรกิจไปยังแพลตฟอร์มอื่นๆ หรือจะเปิดหน้าร้านถาวรอยู่บนสื่อโซเชียลเหล่านี้ก็สามารถทำได้ นอกจากนั้นแพลตฟอร์มอย่าง Facebook ยังเปิดพื้นที่ให้ร้านค้าออนไลน์โปรโมทสินค้าผ่านการลงโฆษณา หรือที่เรียกว่า Facebook Ads ได้อีกด้วย วิธีนี้จะทำให้สินค้าของเราผ่านตากลุ่มเป้าหมายบ่อยครั้งขึ้น

แต่ก็ใช่ว่าแพลตฟอร์มนี้จะไม่มีข้อเสีย เพราะสินค้าที่เราลงขายบน Facebook, Twitter รวมถึง Instagram จะเรียงลำดับไปตามเวลาที่โพสต์เสมอ นั้นหมายความว่าสินค้าที่ลงขายเป็นลำดับแรกๆ จะถูกดันให้หายไปจากไทม์ไลน์เมื่อสินค้าใหม่ๆ ถูกโพสต์ขึ้นมาแทนที่ หากไม่มีการโพสต์หรือแชร์ซ้ำ สินค้านั้นอาจจะหายไปจากการรับรู้ของลูกค้าเลยก็เป็นได้

ปรับเปลี่ยนรูปแบบร้านค้าได้ตลอดเวลาด้วยการเปิดเว็บไซต์ของตัวเอง

การเปิดเว็บไซต์ของตัวเอง เป็นอีกช่องทางยอดฮิตสำหรับการขายของออนไลน์ เว็บไซต์จะเปรียบเสมือนหน้าร้านที่รอให้ลูกค้าคลิกเข้ามาเยี่ยมชมและสั่งซื้อสินค้า การออกแบบหน้าร้านให้สวยงามและดึงดูดลูกค้าจึงเป็นเรื่องสำคัญ ข้อดีของการขายของออนไลน์บนเว็บไซต์ส่วนตัว คือเราสามารถออกแบบ ปรับเปลี่ยน และปรับปรุงรูปแบบของหน้าเว็บได้ตลอดเวลา ทั้งยังสามารถโปรโมทสินค้า วางโปรโมชั่น และใช้กลยุทธ์การขายต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ นอกจากนั้นยังสามารถสร้างระบบการขายและการชำระเงินขึ้นมาเองได้อีกด้วย แต่การสร้างเว็บไซต์อาจต้องใช้เงินลงทุนสูงในระยะแรกสำหรับการสร้างหน้าเว็บขึ้นมา นอกจากนั้นยังต้องแข่งขันกับเว็บไซต์ของร้านค้าออนไลน์อื่นๆ ทำให้ร้านของเราติดอันดับการค้นหาและขึ้นหน้าแรกบนเว็บไซต์ Google ให้ได้ เพื่อทำให้ลูกค้ารับรู้การมีอยู่ของร้านเรานั่นเอง

Line แพลตฟอร์มร้านค้าออนไลน์ที่ช่วยให้เราส่งข้อความถึงลูกค้าได้ง่ายขึ้น

นอกจากแพลตฟอร์มบนโซเชียล แอปพลิเคชันแชทอย่าง Line ก็มีบริการสำหรับธุรกิจการค้าอย่าง Line Official Account ที่จะทำให้เหล่าพ่อค้าแม่ค้าสามารถติดต่อกับลูกค้าและกลุ่มเป้าหมายได้ทั่วประเทศ  Line official account เหมาะกับทั้งธุรกิจขนาดเล็กอย่าง SMEs ไปจนถึงแบรนด์ธุรกิจขนาดใหญ่ มีข้อดี คือ พ่อค้าแม่ค้าสามารถส่งข้อมูล (หรือที่เรียกว่า Boardcast) ให้กลุ่มลูกค้าได้ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลทั่วไป โปรโมชั่น รูปภาพ วิดีโอ หรือไลฟ์ผ่านฟีเจอร์ line live เป็นต้น การ Boardcast ยังทำให้ผู้ประกอบการมั่นใจได้ว่าข้อมูลที่ส่งไป จะถึงมือกลุ่มเป้าหมายแบบ 100% นอกจากนั้น ยังสามารถเลือกลักษณะของกลุ่มเป้าหมาย เช่น เพศ อายุ ที่อยู่ ฯลฯ เพื่อส่งข้อความถึงกลุ่มคนเหล่านั้นโดยตรง จะได้ไม่เป็นการรบกวน Follower คนอื่นๆ และทำให้อัตราการบล็อคน้อยลงอีกด้วย

แต่ Line official account ก็มีข้อจำกัดในการใช้หลายอย่าง เช่น ไม่สามารถเพิ่มเพื่อนได้เอง ต้องรอให้ลูกค้าสมัครใจแอดมาหาเท่านั้น พ่อค้าแม่ค้าไม่สามารถทักทายลูกค้าแบบตัวต่อตัวได้ ต้องรอให้ลูกค้าเป็นฝ่ายทักมาก่อนเสมอ และการส่งข้อความหรือ Boardcast ในแต่ละครั้งต้องเสียค่าใช้จ่าย ก่อนจะส่งข้อความแต่ละครั้งพ่อค้าแม่ค้าจึงต้องเลือกแต่ข้อความที่เหมาะสมและคิดว่าจะเกิดประโยชน์มากที่สุด

ขยายสาขาให้ร้านค้าออนไลน์ด้วย Marketplace

Marketplace อีกหนึ่งแพลตฟอร์มยอดฮิตในปี 2019 เป็นแพลตฟอร์มที่ทำหน้าที่เสมือนตลาดในชีวิตจริง คือมีผู้เป็นเจ้าของตลาด พ่อค้าและแม่ค้าที่ต้องการขายของในตลาดแห่งนี้ก็ต้องติดต่อกับเจ้าของสถานที่เพื่อขอเช่าพื้นที่ขายของ ซึ่งราคาค่าเช่านั้นต่ำมากจนอาจไม่ต้องเสียค่าเช่าเลยก็ได้ หลังจากนั้นเจ้าของตลาดก็จะเริ่มโปรโมทตลาดและร้านค้าเพื่อเรียกลูกค้าให้มาจับจ่ายใช้สอย เรียกได้ว่า Marketplace เป็นสถานที่ที่ทำให้ผู้ขายออนไลน์กับผู้ซื้อออนไลน์มาเจอกันนั่นเอง ปัจจุบันมี Marketplace มากมายให้เหล่าพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ได้เลือก เช่น Lazada, Shopee, Konvy, Amazon ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการซื้อขายระหว่างผู้บริโภคด้วยกันเองหรือที่เรียกว่า C2C แต่ก็เริ่มมีร้านค้าแบบ B2C ที่เป็นการขายสินค้าระหว่างกลุ่มธุรกิจไปสู่ผู้บริโภคอย่าง JD Central หรือร้านค้าแบบ B2B ขายสินค้าระหว่างกลุ่มธุรกิจด้วยกันเองอย่าง OfficeMate เข้ามาจับจองเป็นเจ้าของตลาดแล้วเช่นกัน

ข้อดีของ Marketplace คือ ไม่ว่าร้านของคุณจะเป็นร้านค้าออนไลน์ขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ก็สามารถเข้ามาจับจองพื้นที่ขายของในตลาดแห่งนี้ได้ ไม่ต้องลงมือสร้างหน้าร้านและหาลูกค้าด้วยตัวเอง เพราะเจ้าของ Marketplace จะรับหน้าที่ทำการโปรโมทสินค้าให้ ภาระของร้านค้าจึงมีเพียงแค่จัดส่งและสต็อกสินค้า ให้พร้อมขายอยู่เสมอ แต่เนื่องจาก Marketplace เป็นตลาดขนาดใหญ่ที่รวบรวมร้านค้าออนไลน์ไว้จำนวนมาก และยังมีฟังก์ชันเปรียบเทียบราคาให้ลูกค้าก่อนตัดสินใจซื้อ ผู้ขายจึงจำเป็นต้องมีโปรโมชั่นหรือกลยุทธ์ในการทำให้ร้านค้าของเราปรากฏให้ลูกค้าเห็นก่อนร้านอื่นๆ เพื่อช่วงชิงลูกค้ามาให้ได้ ซึ่งอาจต้องเสียค่าใช้จ่ายเพื่อซื้อตำแหน่งของร้านนั่นเอง

ทริคง่ายๆ ช่วยเพิ่มฐานลูกค้าสำหรับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์มือใหม่

เน้นความสะดวกสบายของลูกค้าเป็นหลัก

ร้านค้าที่สามารถอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าได้ย่อมได้ใจลูกค้าเสมอ การขายของออนไลน์ ร้านค้าจะมีตัวเลือกในการชำระเงินและการจัดส่งมากมาย ร้านค้าที่มีทางเลือกในการชำระเงินและจัดส่งสินค้าได้หลากหลายช่องทางจะช่วยอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าได้มากกว่า ซึ่งสามารถสร้างความประทับใจในการบริการและทำให้ลูกค้าอยากกลับมาสั่งซื้อของจากร้านค้าของเราอีกในครั้งต่อๆ ไป

ขอบคุณรูปภาพจาก Kerry Express Thailand

จัดการโปรโมตร้านค้าของเราบน Marketplace

การเพิ่มฐานลูกค้าและเพิ่มยอดขาย อันดับแรกต้องทำให้ลูกค้าและกลุ่มเป้าหมายรู้จักร้านค้าของเราเสียก่อน Marketplace เป็นช่องทางหนึ่งที่จะทำให้ลูกค้าได้เห็นสินค้า ราคา และโปรโมชั่นต่างๆ จากร้านค้าของเรา เมื่อรับรู้ถึงการมีอยู่และรู้สึกถูกใจก็อาจจะทำให้ลูกค้าคลิกเข้าไปติดตามร้านค้าของเราบนแพลตฟอร์มอื่นๆ เพิ่มเติมได้นั่นเอง

จะเห็นได้ว่าแพลตฟอร์มแต่ละประเภทมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันออกไป ก่อนจะตัดสินใจเลือกแพลตฟอร์มสำหรับเปิดร้านค้า จึงควรศึกษารูปแบบของแพลตฟอร์มแต่ละประเภทและศึกษากลุ่มเป้าหมายของเราให้ดีว่ามีพฤติกรรมการซื้อของออนไลน์แบบใด และมักจะกระจายตัวอยู่บนแพลตฟอร์มชนิดไหนเป็นหลัก เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้เราเลือกแพลตฟอร์มสำหรับขายของออนไลน์และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุดแล้วล่ะค่ะ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *